ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าถ้าพูดถึงร้านสุกี้-ชาบูระดับพรีเมียม ต้องมีชื่อของร้าน Mo-Mo-Paradise ติดเข้ามาในการจัดอันดับ

ถึงแม้ว่าหลายร้านจะนำเสนอจุดขายด้วยเมนูอาหารที่หลากหลาย มีให้เลือกจำนวนมาก แต่ Mo-Mo กลับมีจุดแตกต่างด้วยเมนูจำนวนน้อย แต่ขายรสชาติและความพรีเมียมแทน

และนั่นก็ดูจะประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ด้วยการก้าวเป็นร้านอาหารยอดขายปีละกว่า 700 ล้านบาท

เราจึงอยากจะพาคุณไปรู้จักธุรกิจนี้ให้มากขึ้น ผ่านบทความนี้ครับ..

 

ที่จริงแล้ว Mo-Mo-Paradise ไม่ใช่ร้านแบรนด์ไทย แต่มีต้นกำเนิดอยู่ในย่าน “คาบูกิโจ” อีกหนึ่งแหล่งบันเทิงชื่อดังใจกลางกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

ร้านเปิดขึ้นในปี 1993 ด้วยรูปแบบของ “All-You-Can-Eat” Shabu-Shabu & Sukiyaki ที่ลูกค้าสามารถเลือกสั่งกินจนกว่าจะอิ่ม

เจ้าของร้านที่เป็นชาวญี่ปุ่น อยากจะนำเสนอความอร่อยในแบบที่เรียบง่าย ดั้งเดิม แต่คงด้วยคุณภาพวัตถุดิบ

จึงเป็นที่มาของคอนเซปต์การขายเมนูจำนวนไม่มาก แต่ทุกเมนูจะต้องผ่านการคัดสรรมาอย่างดี และส่งต่อวัฒนธรรมการกินแบบญี่ปุ่นไปยังลูกค้าให้ได้รับประสบการณ์ที่ดีเยี่ยม

 

Mo-Mo-Paradise สาขาคาบูกิโจ

 

ผ่านไปสิบปีหลังการก่อตั้ง เมื่อร้านมีชื่อเสียงมากยิ่งขึ้นในกรุงโตเกียว ก็ได้มีโอกาสไปเปิดสาขาต่างประเทศครั้งแรก ที่ไต้หวันเมื่อปี 2003

จนกระทั่งในปี 2008 หลังจากที่คุณสุรเวช เตลาน ได้มีโอกาสไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น แล้วติดใจในความอร่อยของชาบูพรีเมียมเจ้านี้ และอยากนำมาเปิดในประเทศไทยบ้าง

แต่การจะนำร้านมาเปิดไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะอย่างที่เราทราบกันดีว่าวัฒนธรรมอาหารญี่ปุ่น เน้นคุณภาพมากกว่าจำนวนสาขา

การจะให้สิทธิ์แฟรนไชส์ที่ไม่เคยให้กับเจ้าอื่นมาก่อน (เพราะสาขาไต้หวันก็เป็นร้านเปิดเอง) จึงเป็นอะไรที่ต้องคัดกรองเป็นอย่างดี

เขาใช้เวลาไปๆ มาๆ คุยกับเจ้าของ และรบเร้าอยู่นานเกือบหนึ่งปี แถมต้องไปฝึกงานกับทางร้าน ทั้งการเข้าครัว จัดโต๊ะ ล้างจาน เพื่อให้มั่นใจว่าจะทำทุกอย่างได้ไม่บกพร่อง

ในที่สุดเขาจึงได้สิทธิ์แฟรนไชส์มาเปิดในประเทศไทย

 

Mo-Mo-Paradise สาขาแรกเปิดขึ้นที่ Central World แล้วก็ได้รับผลตอบรับที่ค่อนข้างดีตั้งแต่แรก จนถึงขั้นมีลูกค้ามาต่อคิวรอยาวหน้าร้าน

เมื่อเห็นว่าธุรกิจไปต่อได้ สาขาอื่นจึงได้เปิดตามมา โดยเน้นขยายไปยังห้างสรรพสินค้า หรือคอมมูนิตี้มอลล์ ซึ่งลูกค้ามีกำลังซื้อ

เพราะอย่าลืมว่า ราคาของ Mo-Mo-Paradise นั้นถือว่าอยู่ในระดับค่อนข้างสูง และด้วยจุดเด่นหลักก็คือการขายรสชาติอาหาร และบริการ ทำให้จำเป็นต้องเลือกทำเลที่มั่นใจที่สุด

และที่สำคัญก็คือ การบริการ ซึ่งในจุดนี้ทางผู้ก่อตั้งเคยให้สัมภาษณ์ว่า ต่อให้มีเนื้อคุณภาพดี อาหารอร่อย แต่ถ้าลูกค้ามาแล้วเจอบริการแย่ๆ ก็เท่ากับว่า “ครั้งเดียวจบ” คงไม่มีใครอยากจะมาอีก

จนกระทั่งปัจจุบัน ร้านขยายมาได้ถึง 19 สาขาทั่วประเทศไทย

 

Mo-Mo-Paradise สาขาเซ็นทรัลเวิร์ล

 

แล้วถ้าเราลองไปดูรายได้ของบริษัท โนเบิล เรสเตอท์รองต์ จำกัด เจ้าของร้าน Mo-Mo-Paradise และ Nabezo จะพบว่า..

ปี 2017 รายได้ประมาณ 400 ล้านบาท กำไร 10 ล้านบาท

ปี 2018 รายได้ประมาณ 530 ล้านบาท กำไร 26 ล้านบาท

ปี 2019 รายได้ประมาณ 764 ล้านบาท กำไร 49 ล้านบาท

รายได้นั้นเติบโตเพิ่มสูงถึงปีละ 38% ขณะที่กำไรก็เพิ่มขึ้นยิ่งกว่ารายได้

และถ้าเรานำตัวเลขรายได้ 764 ล้านบาท มาหารกับจำนวนสาขา 19 สาขา จะพบว่าสามารถทำรายได้อยู่ที่ประมาณสาขาละ 40 ล้านบาทต่อปี

 

สรุปปิดท้าย..

บทเรียนที่สำคัญอย่างหนึ่ง ซึ่ง Mo-Mo-Paradise สามารถสอนเราได้เป็นอย่างดีก็คือ.. “การรักษาจุดแข็งของตัวเอง” ที่นำเสนอแต่ความเรียบง่าย แต่คงคุณภาพสินค้า และการบริการเอาไว้ให้ได้

จนทำให้ร้านแฟรนไชส์จากญี่ปุ่นที่มีเนื้อเพียงไม่กี่เมนู กลายมาเป็นอีกหนึ่งธุรกิจชาบูพรีเมียม ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในวันนี้..

 

 

ร่วมแสดงความคิดเห็นที่

 

ที่มา:

https://noblerestaurant.co.th/

https://datawarehouse.dbd.go.th/fin/profitloss/5/0105550083786

https://repository.au.edu/bitstream/handle/6623004553/16532/AU-Alumni%27s%20news-16532.pdf?sequence=2&isAllowed=y

Mo-Mo-Paradise การจัดการบุฟเฟ่ต์ขั้นเทพ!

Advertisement

แสดงความคิดเห็น...