ตลาดหุ้นไทยกำลังจะมีหุ้นโรงไฟฟ้าเข้ามาซื้อขายอีกเจ้าหนึ่งแล้ว สำหรับ CV หรือบริษัทโคลเวอร์ เพาเวอร์ มีข้อมูลอะไรที่ควรรู้บ้าง? เราสรุปมาให้เข้าใจกันง่ายๆ ครับ..

 

เริ่มจาก CV ทำธุรกิจอะไร?

โคลเวอร์ เพาเวอร์ เป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นมาในปี 2556 ทำธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน โดยเน้นไปยังโรงไฟฟ้าชีวมวล และโรงไฟฟ้าขยะ ปัจจุบันมีกำลังผลิตติดตั้งรวม 26.2 เมกะวัตต์

แบ่งออกเป็นโรงไฟฟ้าชีวมวล 3 โครงการ โรงไฟฟ้าขยะ 1 โครงการ

นอกจากนี้ มีโครงการในอนาคตอันใกล้ก็คือ..

– โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ ที่อยู่ระหว่างเข้าซื้อ กำลังการผลิตติดตั้ง 7.36 เมกะวัตต์

– โรงไฟฟ้าชีวมวล กำลังพัฒนา 2 โครงการ ขนาดกำลังการผลิตติดตั้งรวม 39.8 เมกะวัตต์

– โรงไฟฟ้าชุมชน (พลังชีวมวล) จำนวน 8 โครงการ อยู่ระหว่างร่วมประมูล

 

นอกเหนือจากธุรกิจโรงไฟฟ้าแล้ว บริษัท CV ยังทำธุรกิจด้านวิศวกรรมก่อสร้างโรงไฟฟ้า ทั้งการออกแบบ จัดหาเครื่องจักรและอุปกรณ์ และก่อสร้างแบบครบวงจร

โดยเน้นไปที่บริการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล ขยะ และชีวภาพ ซึ่งมีความถนัดเป็นพิเศษ

 

บริษัทระดมทุนไปทำอะไรบ้าง?

จากโครงการในอนาคตที่กล่าวมาข้างต้น และการขยายกำลังการผลิตต่อไปในอนาคต บริษัทก็เลยเข้ามาระดมทุนในตลาดหุ้น โดยคาดว่าจะได้เงินประมาณ 1,200 ล้านบาท

ซึ่งจะถูกเอาไปใช้ในด้านต่างๆ แบ่งออกเป็น

– ใช้ในการขยายกิจการ 740 ล้านบาท เช่น การเข้าซื้อโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม การพัฒนาโรงไฟ้าชีวมวลในประเทศญี่ปุ่น และเข้าซื้อโรงไฟฟ้าขนาดเล็กอื่นๆ

– จ่ายเงินกู้ยืมสถาบันการเงิน ราวๆ 330 ล้านบาท

– เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการทำธุรกิจของบริษัท 125 ล้านบาท

 

ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของ CV เป็นอย่างไร?

ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีรายได้และกำไรดังนี้

ปี 2561 ทำรายได้ประมาณ 401 ล้านบาท ขาดทุน 4 ล้านบาท

ปี 2562 ทำรายได้ประมาณ 644 ล้านบาท กำไร 22 ล้านบาท

ปี 2563 ทำรายได้ประมาณ 2,520 ล้านบาท กำไร 199 ล้านบาท

(ปีก่อนรายได้เยอะ เพราะมีรายได้จากบริการวิศวกรรมและขายเครื่องจักรที่สูงเป็นพิเศษ)

 

ในสัดส่วนของรายได้ จากผลการดำเนินงานล่าสุดในช่วงครึ่งปี 2564 ที่ผ่านมา พบว่ารายได้จากการบริการวิศวกรรม-ขายเครื่องจักร สูงที่สุดเป็นสัดส่วน 58%

รองลงมาคือการผลิตและขายไฟฟ้า ทำรายได้ราวๆ 38% ที่เหลือคือดอกเบี้ย และบริการอื่นๆ

 

ราคาเสนอขาย, สัดส่วน P/E และการจ่ายเงินปันผล

CV เคาะราคา IPO เป็นที่เรียบร้อยแล้วที่ราคา 3.90 บาทต่อหุ้น โดยการคิดราคาเสนอขายนี้ จะประเมินจากความเหมาะสมด้านต่างๆ

เช่น อัตรา P/E ของบริษัทโรงไฟฟ้าอื่นในตลาดหุ้น ที่ทำธุรกิจคล้ายกัน โอกาสเติบโตในอนาคต หรือกำไรย้อนหลัง

โดยในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา บริษัทมีกำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 0.12 บาท (คิดกับจำนวนหุ้นใหม่หลังเข้าตลาดแล้ว)

เท่ากับว่าจะเป็นการซื้อหุ้นที่ P/E 32.5 เท่า

ในส่วนของเงินปันผล มีนโยบายปันผลที่ 40% ของกำไรสุทธิ เราก็ลองคำนวณเล่นๆ ว่าถ้ามีกำไรเท่านี้ จะปันผลออกมาหุ้นละ 0.048 บาท

คำนวณกับราคาเสนอขายที่ 3.90 บาท จะได้อัตราส่วนเงินปันผล 1.23%

แต่หากอนาคตบริษัทเติบโต สามารถสร้างรายได้มากยิ่งขึ้น มีผลกำไรมากยิ่งขึ้น ก็ทำให้คืนทุนได้เร็วยิ่งขึ้นและจ่ายปันผลเป็นอัตราส่วนที่มากกว่านี้ได้เช่นกัน

 

 

สุดท้ายนี้ เราไม่ได้ชี้ชวนหรือแนะนำให้ทุกคนมาลงทุนกับหุ้นบริษัทนี้แต่อย่างใดนะ อย่าลืมประโยคสุดคลาสสิกที่ว่า “การลงทุนมีความเสี่ยง”

เพราะฉะนั้น ควรศึกษาข้อมูลให้รอบด้าน ครบถ้วน และตัดสินใจด้วยตัวเอง ก่อนจะเอาเงินอันมีค่าของเราไปลงทุนทุกครั้ง

นักลงทุนคนไหนที่สนใจ อ่านหนังสือชี้ชวนฉบับเต็มได้ที่ https://market.sec.or.th/public/ipos/IPOSEQ01.aspx?TransID=335377

Advertisement

แสดงความคิดเห็น...