เราอาจจะไม่รู้ตัวว่า ทุกวันนี้เราใช้งาน “ดวงตา” กันหนักแค่ไหน?

มีข้อมูลน่าสนใจว่า คนไทยยุคนี้ใช้เวลาในการอยู่กับหน้าจอ อย่างน้อย 10 ชั่วโมงต่อวัน โดยเฉพาะเหล่าคนทำงานทั้งหลาย

สมมติว่าว่าเราอายุ 30 ปี หรือเรียนจบแล้วทำงานมาประมาณ 8 ปี คิดเป็นราวๆ 2,900 วัน เท่ากับว่าตอนนี้ ดวงตาเราถูกใช้ทํางานอย่างหนักมาแล้วมากกว่า 29,000 ชั่วโมง!!

ถ้าเทียบกับมูลค่าดวงตาของคนทั่วๆ ไปแล้ว สามารถประเมินราคาอยู่ที่เฉลี่ย 600,000 บาทต่อคู่

ก็เท่ากับว่าระยะเวลา ผ่านการใช้งานมาอย่างหนักหน่วง ทำให้มูลค่าของดวงตาคุณก็จะลดน้อยลงไปอีก

และปัจจัยหลักก็คือเทคโนโลยีต่างๆ ที่นานวันจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต เพราะตัวการสำคัญนั่นก็คือ “แสงสีฟ้า” ที่เกิดจากเทคโนโลยีเหล่านั้น แล้วรู้หรือไม่ว่ามันทำร้ายเราอย่างไร?

 

แสงสีฟ้าทำร้ายเราได้อย่างไร?

จอคอมพิวเตอร์ประกอบด้วยหลอดไฟขนาดเล็กจำนวนมหาศาล ที่กระพริบกันอย่างต่อเนื่อง

เมื่อเราทำงานผ่านจอ มันจะปล่อยแสงสีฟ้าออกมา ทำให้ดวงตาเราได้รับแสงสีฟ้าได้โดยตรง ซึ่งแสงสีฟ้าจะเข้าไปสร้างสารอนุมูลอิสระในดวงตาทำให้สารต้านอนุมูลอิสระในดวงตาลดลง

จนทำให้คุณเกิดอาการ ดวงตาอ่อนล้า ระคายเคืองตา ปวดกระบอกตา จนหลายๆคนเป็นโรค Computer Vision Syndrome ซึ่งมันจะกระทบกับการทำงานหรือใช้งานในชีวิตประจำวัน

หากทิ้งไว้นานและไม่ได้รับการแก้ไขจะมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคต้อกระจกในอนาคต

 

แม้ร่างกายของมนุษย์จะมีกลไก เพื่อป้องกันและถนอมดวงตาของตนเองอยู่แล้ว เช่น ลูทีน (Lutein) และซีแซนทีน (Zeaxanthin) ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระหรือแสงสีฟ้าเข้าสู่ดวงตา

แต่ที่สําคัญก็คือ ร่างกายของมนุษย์นั้น “ไม่สามารถสร้างสารดังกล่าวขึ้นมาเองได้” ทําให้เราต้องเร่งมองหาสารลูทีนและซีแซนทีนที่สูญเสียไป กลับคืนมาสู่ร่างกายของเรา

เห็นผลเสียของแสงสีฟ้าที่มาทำร้ายขนาดนี้ คุณยังอยากปล่อยให้ดวงตาเสื่อมอยู่อีกหรือไม่?

 

แล้วจะมีวิธีดูแลตัวเองเบื้องต้นหรือไม่?

ปัญหาดวงตาอ่อนล้า ก็เหมือนกับอีกหลายๆ ปัญหาของร่างกาย ที่สามารถแก้เป็นการเบื้องต้นได้ด้วยตัวเอง

โดยมูลนิธิพิทักษ์ดวงตาประชาชน ออกมาแนะนำว่าทุกคนสามารถเริ่มบริหารดวงตา เหมือนกับการเข้า ฟิตเนสเพื่อออกกำลังกล้ามเนื้อส่วนอื่นๆ ได้เช่นกัน

ยกตัวอย่างเช่น การหาลูกบอลเล็กๆ มาเคาะลงพื้น แล้วมองตาม ก่อนที่จะชูขึ้นเหนือศีรษะ เพื่อให้ดวงตาของเราได้มองตามตั้งแต่ล่างขึ้นบน เป็นการบริหารสายตาแบบง่ายๆ ที่แทบไม่ต้องใช้งบอะไรเลย

 

แล้วเราจะหาสารลูทีน หรือซีแซนทีน ได้จากไหนบ้าง?

ลูทีนและซีแซนทีนเป็นสารประกอบในกลุ่มแคโรทีนอยด์ จึงสามารถพบได้ในผลไม้และผักต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น ข้าวโพด บร็อคโคลี Bilberry และดอกดาวเรือง ซึ่งอย่างหลังนี้ก็จะมีปริมาณของลูทีน-ซีแซนทีน มากเป็นพิเศษ

แต่อย่างไรก็ตาม การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ บางครั้งเราก็ไม่สามารถจะบริโภคอาหารได้อย่างถูกต้องตามที่ใจคิดเสมอไป

จึงมีการคิดค้นการสกัดสารอาหารดังกล่าวขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์คนยุคใหม่เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน อย่างลูทีนและซีแซนทีน ต้องบริโภคในปริมาณ 6 – 10 มิลลิกรัม

ซึ่งในตลาดนั้น ก็มีผลิตภัณฑ์บำรุงสายตาที่เป็นสารสกัดจากธรรมชาติ ที่ให้ปริมาณลูทีนและซีแซนทีนถึง 15 มิลลิกรัมต่อแคปซูล ที่ถือว่าเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายแล้ว

เมื่อมูลค่าของดวงตาสูงขนาดนี้ เชื่อได้ว่าคุณคงไม่อยากทำร้ายดวงตาของคุณไปมากกว่านี้ ใช่ไหม?
เพราะการป้องกันสามารถทำได้ทุกวัน และย่อมถูกกว่าการรักษาอีกด้วย

 

สนับสนุนบทความโดย “อ้วยอันโอสถ” ธุรกิจผลิตภัณฑ์ยาและอาหารเสริม ซึ่งอยู่คู่กับคนไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2490

จากร้านขายยาเล็กๆ บริเวณเชิงสะพานพระพุทธยอดฟ้า ส่งต่อมาถึงทายาทรุ่นที่ 3 ได้ปรับตัวให้ทันสมัย มีมาตรฐานที่สูงขึ้น ได้รับการรับรองทั้งในระดับประเทศและระดับสากล ยังคงความน่าเชื่อถือ ยาวนานถึง 70 ปีอีกด้วย..

 

หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการบำรุงดวงตาหรือผลิตภัณฑ์จากอ้วยอันโอสถ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/3cci9Hb

หรือ Add Line@ เป็นเพื่อนกันได้เลยที่ https://lin.ee/2NxuWm4

 

แสดงความคิดเห็น...