ครั้งหนึ่ง Netflix เคยเกือบจะถูกซื้อด้วยเงิน 1,500 ล้านบาท

มันอาจจะฟังดูเยอะมาก แต่ถ้าเทียบกับมูลค่ากิจการ Netflix ตอนนี้ที่ 6 ล้านล้านบาท มันต่างกันถึง 4,000 เท่า!!

เรื่องราวดังกล่าว ต้องย้อนกลับไปในปี 2000

 

ธุรกิจเช่าภาพยนตร์ออนไลน์ ที่ชื่อว่า Netflix เพิ่งเปิดมาได้ 3 ปี แต่ก็มีคนนิยมใช้บริการพอสมควร

อาจจะเพราะด้วยความแปลกใหม่ มีบริการจองหนังผ่านเว็บไซต์ จัดส่งมาถึงบ้าน ไม่ต้องเดินทางไปที่ร้าน แถมยังเป็น DVD เทคโนโลยีใหม่ที่ให้ภาพคมชัด

แต่.. ท่ามกลางการเติบโตนั้น พวกเขากำลังประสบปัญหาด้านการเงิน เงินสดเริ่มขาดมือ และต้องการความช่วยเหลือ

สองผู้ก่อตั้ง Reed Hastings และ Marc Randolph จึงตัดสินใจหันหน้าเข้าหาธุรกิจเช่าวิดีโอรายใหญ่ในตอนนั้นที่ชื่อ Blockbuster

เพื่อหวังว่า ยักษ์ใหญ่จะสนใจซื้อกิจการ และระบบออนไลน์ที่พวกเขาทำขึ้นมา

 

 

บรรยากาศในการเสนอขายกิจการของตัวเอง ให้กับยักษ์ใหญ่ในวันนั้น ยังคงเป็นสิ่งที่ Marc จำได้ไม่เคยลืม

“ล็อบบี้ของพวกเขา ก็คล้ายๆ กับล็อบบี้บริษัทเรา มีโปสเตอร์หนังจำนวนมาก แต่ดูเหมือนว่าการตกแต่งของ Blockbuster จะดูมีรสนิยมกว่า”

 

จากนั้นพวกเขาก็เข้าสู่ห้องประชุม ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับนำเสนอกิจการและเจรจาต่อรอง

สองผู้ก่อตั้ง Netflix ได้พบกับผู้บริหารของ Blockbuster ซึ่งในตอนนั้นคือ John Antioco ชาวอเมริกันเชื้อสายอิตาเลียน ที่มาในชุดสูทและรองเท้าหนังหรูหรา

“เราคิดว่าเราแต่งตัวดูต่ำต้อยกว่า ด้วยการใส่เสื้อยืดและกางเกงขายาว เหมือนพวกเราเป็นหนูตัวน้อย ที่บังเอิญเข้ามาอยู่ในเมืองหลวง” Marc เขียนเอาไว้ในหนังสือของเขา

 

สองผู้ก่อตั้ง Netflix พยายามนำเสนอข้อดีของธุรกิจพวกเขา ว่าระบบออนไลน์ที่สร้างขึ้นมากำลังเริ่มได้รับความนิยม และจะได้รับความนิยมสูงกว่านี้ในอนาคต

พวกเขาใช้เทคนิคการนำเสนองานทุกอย่างที่เรียนรู้มา ไม่ว่าจะเป็น การสบตาคู่สนทนา โน้มตัวไปข้างหน้า ให้ความสนใจ และถามย้ำคำถามที่พวกเขาไม่เข้าใจ

 

Marc Randolph หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Netflix

 

ตอนนี้ข้อตกลงของการซื้อขายได้ถูกร่างเอาไว้แล้ว..

Blockbuster ที่มีอยู่นับพันสาขาทั่วโลก จะจัดการในเรื่องจัดส่งหนังให้ผู้รับ ซึ่งนั่นเป็นค่าใช้จ่ายหลักๆ ที่ Netflix ต้องจ่ายให้กับไปรษณีย์สหรัฐฯ จนทำให้พวกเขาหมุนเงินไม่ทัน

ในส่วนของระบบออนไลน์และเว็บไซต์ Netflix ทั้งหมด จะถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Blockbuster แทน

แม้ชื่อของ Netflix จะหายไป แต่ทั้งสองผู้ก่อตั้งก็มองว่านี่คือหนทางที่จะทำให้บริษัทอยู่รอดต่อไปได้ ด้วยการอาศัยร่มเงาของยักษ์ใหญ่

ข้อตกลงนั้นเห็นพ้องกันทั้งสองฝ่าย จนกระทั่งมาถึงการเสนอราคา..

 

“50 ล้านเหรียญ!!”  (ประมาณ 1,500 ล้านบาท)

นี่คือข้อเสนอที่ Reed Hastings ยื่นให้กับ John Antioco และนั่นทำให้การเจรจานั้นจบลงอย่างรวดเร็ว

“ทันทีที่ผมเห็นสีหน้าเขา ผมรู้ทันทีเลยว่าเกิดอะไรขึ้น.. John พยายามกลั้นไม่ให้ตัวเองหลุดขำออกมา” Marc ท้าวความถึงเรื่องนั้น

นั่นเพราะซีอีโอของ Blockbuster ไม่เชื่อว่าระบบเว็บไซต์เช่าหนังออนไลน์ จะมีมูลค่ามากขนาดนั้น

 

และนั่นทำให้ Netflix ต้องหันกลับมาเพื่อหาทางรอดของตัวเอง ในสถานการณ์ที่ถ้าไปรอดเองไม่ได้ ก็คือเจ๊งไปเลย

– ในปี 2001 บริษัทปลดพนักงาน 40 คน จาก 120 คน เพื่อลดค่าใช้จ่าย และรักษากิจการให้คงอยู่ต่อไป

– ปี 2002 สิ่งที่พวกเขารอคอยมา 5 ปีตั้งแต่เปิดกิจการ ก็เป็นผลสำเร็จ เมื่อเครื่องเล่น DVD กลายมาเป็นของใช้สุดฮิตแห่งปี และทำให้ยอดการเช่าหนังแบบ DVD สูงขึ้น นำไปสู่ยอดสมาชิกที่สูงขึ้น ช่วยกลบค่าใช้จ่ายได้ในที่สุด

– ปี 2002 Netflix เข้าซื้อขายในตลาดหุ้น ด้วยราคาประมาณ 1.20 ดอลลาร์

– ปี 2007 พวกเขาเปิดระบบสตรีมมิ่ง ให้สมาชิกรายเดือนสามารถมาดูหนังออนไลน์ได้ฟรี ควบคู่ไปกับการเช่า DVD ได้แบบเดิม

– ปี 2013 เปิดระบบโปรไฟล์ ให้สมาชิกหนึ่งคนสามารถดูได้หลายจอพร้อมกัน นำมาสู่การ “ตั้งปาร์ตี้” หารค่าบริการ ที่ทำให้คนรู้จักพวกเขามากขึ้นไปอีก

ปีเดียวกันนั้น พวกเขาก็เริ่มฉาย House of Cards ซีรีส์ออริจินัลของตัวเองเป็นเรื่องแรก ซึ่งภายหลังก็มีภาพยนตร์และซีรีส์อีกนับร้อยเรื่องตามออกมา

 

ราคาหุ้น ที่เพิ่มขึ้นสูง 360 เท่า!!

 

ปัจจุบัน Netflix กลายเป็นผู้นำในธุรกิจสตรีมมิ่ง มีผู้ใช้งานทั่วโลก 160 ล้านคน ทำรายได้ในปีล่าสุด 640,000 ล้านบาท และมีกำไรถึง 57,000 ล้านบาท

ผลกำไรและราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้น ทำให้มูลค่าของกิจการเพิ่มขึ้นสูงถึง 6 ล้านล้านบาท

 

ในขณะที่ Blockbuster ล้มละลายไปในปี 2010 ซึ่งในปีนั้นพวกเขาก็ประกาศขาดทุนไปสูงถึง 8,000 ล้านบาท

ตอนนี้พวกเขาถูก DISH Network ผู้ให้บริการเคเบิลทีวีรายใหญ่เข้าซื้อ และทำให้ Blockbuster เป็นเพียงบริการดูคอนเทนต์ออนไลน์ที่แทบจะไม่มีใครรู้จักไปเสียแล้ว

 

เราไม่มีทางรู้เลยว่า หากวันนั้น Blockbuster ตัดสินใจซื้อ Netflix ด้วยเงิน 1,500 ล้านบาท วันนี้สถานการณ์จะเป็นอย่างไร!?

จะมีชื่อของ Blockbuster เป็นเว็บดูหนังออนไลน์รายใหญ่ของโลกแทน Netflix หรือไม่!?

หรือพวกเขาอาจจะไม่คิดทำระบบสตรีมมิ่ง แล้วเป็นรายอื่นที่ทำขึ้นมาแทน!?

 

สิ่งที่เรารู้ก็คือ ปลาใหญ่ในวันนั้นทำผิดพลาด ปรับเปลี่ยนตามเทคโนโลยีได้ล่าช้า ความผิดพลาดนั้นทำให้ต้องล้มละลายในที่สุด

ขณะที่ปลาเล็กซึ่งเกือบถูกกลืนกินในวันนั้น กลายมาเป็นผู้นำในธุรกิจด้านนี้ไปเสียแล้ว

Netflix ก้าวขึ้นมาแทนที่ Blockbuster ได้สำเร็จ

มันยังคงเป็นธุรกิจเช่าภาพยนตร์เหมือนเดิม เพียงเปลี่ยนรูปแบบจากการดูผ่านแผ่น DVD มาดูผ่านอินเตอร์เน็ตแทนเท่านั้นเอง…

 

ครั้งหนึ่ง Netflix เคยเกือบจะถูกซื้อด้วยเงิน 1,500 ล้านบาทมันอาจจะฟังดูเยอะมาก แต่ถ้าเทียบกับมูลค่ากิจการ Netflix…

โพสต์โดย Billion Mindset – แนวคิดพันล้าน เมื่อ วันจันทร์ที่ 20 เมษายน 2020

 

 

อ่านเพิ่มเติม: สรุปประวัติ NETFLIX ฉบับสมบูรณ์ จากร้านเช่าวิดีโอ สู่ธุรกิจสตรีมมิ่งมูลค่า 6 ล้านล้าน

 

ติดตาม Billion Mindset ได้ในหลากหลายช่องทาง

– เริ่มจากช่องทางใหม่ล่าสุด อินสตาแกรม https://www.instagram.com/billionmindset.ig/

– ตามต่อในทวิตเตอร์ https://twitter.com/Billion_Twit

– ติดตามเพจ Billion Mindset – แนวคิดพันล้าน อย่าลืมตั้งค่า See First เพื่อไม่ให้พลาดทุกโพสต์ใหม่นะครับ!!

Advertisement

แสดงความคิดเห็น...