หลายคนอาจจะไม่รู้ว่า เงินที่เราเก็บสะสมกันอยู่ในทุกวันนี้ เมื่อเวลาผ่านไปมันจะมีค่าน้อยลงเรื่อยๆ

มันน้อยลงยังไง ก็เก็บไว้ 100 ล้าน อีกสิบปีมันก็ยังคงมี 100 ล้านเหมือนเดิม

เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น เราย้อนกลับไปหลายสิบปีก่อน เงิน 100 บาท จะซื้อก๋วยเตี๋ยวชามละ 10 บาทได้ 10 ชาม

แต่ยุคนี้ เงิน 100 บาท อาจจะซื้อก๋วยเตี๋ยวได้ 3 ชาม

และในอนาคตอีกหลายสิบปี เงิน 100 บาท ก็จะซื้อก๋วยเตี๋ยวข้างทางได้ชามเดียวเท่านั้น

สภาวะที่สินค้าและบริการต่างๆ ที่ราคาเพิ่มขึ้น ก็จะทำให้เงินเรามีค่าน้อยลงเมื่อเวลาผ่านไป สิ่งนั้นก็คือ “เงินเฟ้อ” นั่นเองครับ

 

ก่อนจะอ่านต่อ สามารถดูสรุปง่ายๆ ในแบบคลิปวิดีโอ

 

แล้วเงินเฟ้อมันเกิดขึ้นได้ยังไง?

เหตุผลแรกที่ทำให้สินค้าบริการราคาแพงขึ้น ก็คือต้นทุนที่สูงขึ้นนั่นเองครับ

เราลองมองระบบเศรษฐกิจในภาพกว้างๆ นะครับ

เช่น ราคาน้ำมันสูงขึ้น ส่งผลให้ค่าขนส่งอาหารไก่สูงขึ้น พออาหารไก่สูงขึ้น ไก่หน้าฟาร์มก็ต้องปรับราคาขึ้น ส่งผลให้ราคาไก่ในตลาดแพงขึ้นอีก

พอต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น แม่ค้าขายขาวก็ต้องปรับราคา ราคาข้าวมันไก่ก็ต้องสูงขึ้น คนก็ต้องจ่ายเงินมากยิ่งขึ้น เพราะค่าครองชีพแพงขึ้น

รัฐบาลจึงจำเป็นต้องปรับค่าแรงขั้นต่ำให้สูงขึ้นตามไปด้วย

(แล้วความเป็นจริง พอราคาน้ำมันลดลง ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ก็ไม่ได้ลดลงแต่อย่างใด?)

 

นำมาสู่เหตุผลที่สอง ก็คือ “คนมีรายได้มากขึ้น”

พอคนมีรายได้มากขึ้น คนก็อยากจะซื้อของมากขึ้น จึงเป็นโอกาสอันดีของคนขาย ที่จะปรับราคาเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย เพราะถึงปรับไปก็ยังขายได้อยู่ดี

นั่นคือสองสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้เงินเฟ้อครับ

โดยปกติ เงินเฟ้อจะอยู่ที่ประมาณ 1-3% ต่อปี ซึ่งการเกิดเงินเฟ้อในอัตราดังกล่าว ที่จริงมันก็เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ

เพราะตามหลักการ มันทำให้คนอยากจะจับจ่ายใช้สอย ผู้ผลิตก็อยากจะทำสินค้าออกมาขาย เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ มีเงินหมุนเวียนในระบบขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปได้

(แต่ถ้ามันสูงเกินไปอย่างเช่นที่เกิดกับประเทศเวเนซูเอล่า ที่เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นเป็นล้านเปอร์เซนต์ ก็ทำให้ไม่สามารถควบคุมสินค้าและบริการต่างๆ ได้ เงินด้อยค่ารวดเร็ว สกุลเงินไม่น่าเชื่อถือ และเกิดวิกฤติเศรษฐกิจตามมา)

แต่เราจะไม่ลงลึกตรงนั้น เรากลับมาที่เงินเฟ้อและการลงทุน

ภาวะเงินเฟ้อ 1-3% ต่อปี ซึ่งเท่ากับว่าสมมติเรามีเงินก้อนนึง แล้วก็เก็บเอาไว้ในตู้เซฟที่บ้าน มันก็จะมีค่าลดลงไปในทุกๆ ปีด้วย

แม้กระทั่งการเอาเงินไปฝากธนาคาร ซึ่งบัญชีเงินฝากในยุคนี้ให้ดอกเบี้ยตั้งแต่ 0.25-1% ต่อปี หักลบกันแล้ว มันก็ไม่สามารถไล่ทันเงินเฟ้อได้

 

แล้วจะทำยังไงให้ ไงเราสามารถเอาชนะเงินเฟ้อได้?

พูดง่ายๆ ก็คือ เราจะต้องหาวิธีทำให้ในแต่ละปี เงินของเราเพิ่มขึ้นเป็น % ที่มากกว่าหรือเท่ากับเงินเฟ้อ

ถ้าเงินเฟ้อ 3% ก็ต้องหาวิธีที่ทำให้เงินเราเพิ่มขึ้น3% ด้วย

ซึงจะเป็นการรับประกันว่าในอนาคตต่อให้ผ่านไปนานแค่ไหน เงินเราก็จะยังคงมีค่าเท่าเดิม

แต่ด้วยสภาวะความเป็นจริงในปัจจุบัน มันเกิดขึ้นได้ยาก เพราะไม่มีธนาคารไหนใจป้ำให้ดอกเบี้ยปีละ 3% อีกต่อไปแล้ว

มันก็เลยทำให้นำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า “การลงทุน” นั่นเองครับ

 

 

การลงทุนคืออะไร?

มันก็คือการเอาเงินของเรา ไปแปลงสภาพให้อยู่ในสินทรัพย์อื่นๆ ที่ไม่ใช่การถือเงินสด เพื่อให้ได้ผลตอบแทนเอาชนะเงินเฟ้อได้

ไม่ว่าจะเป็นการเอาไปซื้อทองคำ ซื้ออสังหาริมทรัพย์ พันธบัตรรัฐบาล หรือว่าที่หลายคนสนใจ นั่นก็คือหุ้น นั่นเองครับ

(หรือกระทั่งในยุคนี้ ก็คือการเอาเงินไปเปลี่ยนเป็นบิตคอยน์ ที่คาดว่าราคาจะสูงขึ้นในอนาคต ในจุดนี้ก็ไม่ขอแนะนำสำหรับนักลงทุนมือใหม่นะครับ)

ยกตัวอย่างเช่น..

ทองคำ เมื่อ 30 ปีที่แล้ว อยู่ที่บาทละ 5,700 ตอนนี้บาทละ 26,000 บาท เท่ากับมันให้ผลตอบแทนประมาณ 5% ต่อปี

ซื้อบ้านหรือคอนโด เพราะเรามั่นใจว่าในอนาคต ราคามันจะต้องสูงขึ้นเรื่อยๆ ใช่ไหมครับ

บ้าน 1 ล้านบาท เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ตอนนี้มันอาจจะราคาขึ้นเป็น 3 ล้านบาท เท่ากับให้ผลตอบแทน 4% ต่อปี แน่นอนว่ามันชนะเงินเฟ้อได้

หรือบางคนเอาไปซื้อกระเป๋าแอร์เมส เพราะมองว่าราคาแอร์เมสเพิ่มขึ้นทุกปี และจะเอาชนะเงินเฟ้อได้ นั่นก็คืออีกหนึ่งทางเลือกการลงทุน

 

แต่ข้อเสียอย่างหนึ่งของการลงทุนซื้อบ้านสักหลังก็คือ มันเป็นสินทรัพย์สภาพคล่องต่ำ

สภาพคล่องต่ำคืออะไร? เช่นเราประกาศขายบ้าน ถ้าไม่ใช่ทำเลที่มีคนต้องการมากจริงๆ หรือมีคนต้องการซื้อตลอดเวลา เมื่อประกาศขาย เราก็ต้องรอคนมาซื้อ กว่าจะได้เงิน

ระหว่างเวลา 30 ปีนั้นก็ต้องมีค่าบำรุงรักษา หรือค่าใช้จ่ายจิปาถะอื่นๆ เพื่อทำให้สภาพบ้านยังคงสภาพดีนั่นเอง

แต่เราไม่ได้บอกว่าการลงทุนในอสังหา เป็นเรื่องไม่ดีนะครับ แค่อยากนำเสนอข้อเสียเพียงจุดหนึ่งเท่านั้น

เพราะข้อดีคือการซื้อบ้านในทำเลที่ดี มันก็ย่อมมีโอกาสที่เงินเราจะหายไปได้น้อยกว่าการลงทุนในหุ้นหรือบิตคอยน์ด้วยเช่นกัน

มันก็เลยทำให้หลายคนสนใจการลงทุนในหุ้น หรือสินทรัพย์อื่นๆ ที่มีสภาพคล่องสูงกว่า

เราพูดข้อเสียของว่า “หุ้น” เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยง ยกตัวอย่างเช่น ซื้อหุ้นธุรกิจที่ไม่ดี มันสามารถทำให้เราขาดทุน หรือเงินหายไปได้เกือบครึ่งในวันเดียวก้เป็นได้

แต่ข้อดีก็คือ เป็นสินทรัพย์สภาพคล่องสูง

ซึ่งตรงกันข้ามกับสภาพคล่องต่ำนั่นแหละครับ มันสามารถขายได้ง่าย เช่นเราอยากขายหุ้น OR ก็เปิดแอปในมือถือ ส่งคำสั่งซื้อขาย ราคาก็จะเป็นราคาในตลาดหุ้นตอนนั้น

 

และที่สำคัญคือนอกจากการลงทุนในหุ้นหลายๆ บริษัท จะเอาชนะเงินเฟ้อในระยะยาวแล้ว อาจจะทำให้เราได้รับผลตอบแทนสูงตามมา

ยกตัวอย่างของหุ้น PTT เปิดจองซื้อ 35 บาท เมื่อ19 ปีก่อนนะครับ

ปัจจุบันหุ้น PTT ถ้าเทียบกับพาร์เดิมจะอยู่ที่ 410 บาท หรือคิดเป็นผลตอบแทนถึง 14 % ต่อปี

หรือถ้ามีเงินต้น 100,000 บาท ก็จะเติบโตขึ้นเป็นมูลค่าสูงถึง 1,100,000 บาท

 

 

อย่างน้อยหวังว่าคอนเทนต์นี้ จะปูพื้นฐานในเรื่องของเงินเฟ้อให้กับทุกๆ คน ทีนี้เวลาได้ยินในข่าว หรือใครพูดถึงเงินเฟ้อขึ้นมา ก็จะเข้าใจมากยิ่งขึ้น

ต้องไม่ลืมว่า การปล่อยเงินของเราทิ้งไว้เฉยๆ เนี่ย แน่นอนว่ามูลค่าย่อมจะลดลงไปในอนาคต

แต่การลงทุนไม่ว่าจะทรัพย์สินอะไรก็ตาม แม้มันจะมีความเสี่ยง แต่มันก็จะช่วยให้เราสามารถเอาชนะเงินเฟ้อได้ในระยะยาวนั่นเองครับ..

 

ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่

Advertisement

แสดงความคิดเห็น...