“ขายหุ้น OR ได้กำไรมาตั้งหลายหมื่น จะเอาเงินไปทำอะไรต่อดี? 🤔🤔”

เชื่อว่าสำหรับมือใหม่ที่เพิ่งจะสนใจการลงทุน หรือเพิ่งรู้จักตลาดหุ้นจากการจองซื้อหุ้น OR ย่อมเกิดคำถามนี้ขึ้นมาในใจ

ลองคิดเล่นๆ ว่า เราจองหุ้นได้ 4,500 หุ้น ที่ราคา 18 บาท

แล้วเราขายหุ้นทั้งหมดตอนปิดตลาดในวันที่ผ่านมา ราคา 29.25 บาท

เท่ากับว่าเราได้กำไร 11.25 บาทต่อหุ้น คูณไปกับ 4,500 หุ้น หรือพูดง่ายๆ คือได้เงิน 50,625 บาทมาภายในวันเดียว…

“ตลาดหุ้น” มันช่างเป็นสถานที่แสนวิเศษโดยแท้จริง!!

 

OR สร้างกำไรมหาศาลในวันแรกที่เข้าตลาดหุ้น

 

แต่ช้าก่อน.. นั่นยังไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่สุด และเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของโลกแห่งการลงทุนเท่านั้น

เพราะยังมีคำถามที่น่าสนใจก็คือ “เราจะเอาเงินที่ได้มานั้น ไปทำอะไรต่อ?”

คำตอบก็คือ.. ขึ้นอยู่กับว่าคุณมีเป้าหมายหลังจากนี้ยังไงบ้าง?

 

เรามาเริ่มจาก “กลุ่มคนที่ไม่ได้สนใจจะลงทุนในหุ้นแบบจริงจัง”

หลายคนอาจจะไม่คิดจะเล่นหุ้นในระยะยาวเลย หรือมาสนใจจองซื้อหุ้น OR เพราะอยากจะได้กำไร พอขายออกแล้วก็จบกันไป

ก็อาจจะนำเงิน 50,000 บาท ไปลงทุนต่อในธุรกิจเดิมของตัวเอง เอาไปใช้จ่ายหมุนเวียน หรือกระทั่งไปฉลองได้เต็มที่ ก็ไม่ได้เป็นเรื่องผิดแต่อย่างใด..

 

แต่.. สำหรับคนอีกกลุ่มก็คือ “คนที่อยากจะลงทุนในตลาดหุ้นแบบจริงจังขึ้น” กลุ่มนี้ยิ่งต้องอ่านโพสต์นี้แบบข้ามไม่ได้เลยครับ

สำหรับกลุ่มนี้ คำตอบง่ายๆ ก็คือ.. การเอาเงินไปลงทุนต่อ เพื่อให้ได้ผลตอบแทนงอกเงยขึ้นไปอีก

แต่จะเอาไปลงทุนอะไรล่ะ? เรามาลองสำรวจตัวเองกันก่อนครับ..

 

ข้อแรก คุณมีหนี้สินที่ดอกเบี้ยระดับ 20% ต่อปีอยู่รึเปล่า?

ถ้าคุณมีหนี้ที่ดอกเบี้ยราวๆ 4% หรือ 5% ต่อปี มันก็ไม่ใช่เรื่องแย่ที่จะยังคงค่อยๆ ทยอยจ่าย แล้วก็นำเงินอีกก้อนมาลงทุนคู่กันไปด้วย

แต่ถ้าคุณมีหนี้ดอกสูง เช่น บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด ซึ่งสูงระดับ 20% ต่อปี คำแนะนำก็คือ “ปิดมันให้หมดก่อน”

นี่ไม่ใช่คำแนะนำที่เรายกมาลอยๆ เพราะเป็นคำพูดของ Warren Buffett นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่ง

เขาให้เหตุผลว่า การจ่ายหนี้ที่ดอกเบี้ยสูงระดับนั้นให้หมด คือไอเดียการลงทุนที่ดีที่สุด มากกว่าทุกๆ ไอเดียที่เขามีอยู่

เพราะอะไร? เพราะต่อให้คุณลงทุนเก่งแค่ไหน ในระยะยาวคุณจะไม่สามารถเอาชนะดอกเบี้ย 20%

เว้นแต่ว่าคุณจะเป็นคนที่มีฝีมือเก่งกาจที่สุด จนสามารถสร้างผลตอบแทนในระดับ 30% หรือ 50% ต่อเนื่องได้นับสิบๆ ปี

(แต่ถ้าทำได้จริงๆ คุณก็สามารถเร่งลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทน และอีกไม่กี่ปีเราจะได้เห็น “คนไทย” ขึ้นไปติดท็อปมหาเศรษฐีของโลกอีกคนหนึ่งแน่ๆ )

หลังจากสำรวจตัวเองว่าไม่มีหนี้ในระดับนั้นแล้ว มาถึงข้อต่อไปครับ

 

อ่านเพิ่มเตมที่ Warren Buffett เคยแนะนำไว้:

คำแนะนำที่ดีที่สุดจาก Warren Buffett: “ไปปิดหนี้บัตรเครดิตของคุณซะ!!”

 

 

ข้อสอง อย่าลืมว่าตลาดหุ้นไม่ใช่เรื่องง่าย

OR เป็นหุ้นที่สามารถสร้างผลกำไรให้กับคนจองซื้อได้สูงมาก จนอาจจะทำให้เรามองว่านี่คือแหล่งสร้างเงินที่ง่ายมากๆ

แต่ในอดีตที่ผ่านมา ก็มีทั้งหุ้นที่สร้างกำไรมหาศาล และทำให้คนขาดทุนมหาศาลได้เช่นกัน

หุ้นบางตัว ติดลบตั้งแต่วันแรก หรือบางตัวบวกไปเป็น 100% แล้วหลังจากนั้นก็ปรับตัวลดลงไปเกือบ 100% ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว

ถ้าบังเอิญว่าเมื่อวันก่อน หุ้น OR เปิดตลาดลบลงไป 30% อาจจะสร้างบาดแผลในใจ แล้วทำให้หลายคนเกิดความกลัวตลาดหุ้นขึ้นมา

แต่ในทางตรงข้าม พอ OR สร้างผลกำไรระดับนี้ จะทำให้หลายคนมองว่าตลาดหุ้นเป็นสถานที่ทำกำไรได้ง่าย ซึ่งนั่นก็เป็นความผิดพลาดอีกทางหนึ่ง

ต้องไม่ลืมว่ากำไร 60% ในวันนี้ มันอาจจะหายไปทันทีในวันที่ตลาดหุ้นไม่เป็นใจ

หรือยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ตัวเลขจะติดลบ จนต้นทุนเราหายไปจนหมดก็ได้เช่นกัน…

 

ข้อสาม เริ่มจากลงทุนสิ่งที่ตัวเองถนัด

การเลือกหุ้นหรือลงทุนในธุรกิจอะไรสักอย่าง ควรจะเริ่มจากสิ่งที่ตัวเองศึกษาได้ง่ายและมีความรู้ความเข้าใจในสิ่งเหล่านั้นก่อน

สมมติเราสนใจเรื่องไอที เราย่อมเข้าใจว่าธุรกิจด้านไอทีเป็นอย่างไร สินค้าไหนกำลังจะมีความต้องการ บริษัทไหนผลิต หรือจำหน่ายสินค้านั้นๆ

หรือเราสนใจเรื่องของกิน เราก็ย่อมรู้ว่าธุรกิจอาหารไหนที่กำลังเป็นกระแส หุ้นบริษัทไหนสร้างกำไรได้ดี บริษัทไหนที่ร้านไม่ค่อยมีคนเข้า และอนาคตน่าจะเสื่อมความนิยมไป

การเริ่มจากสิ่งที่เราถนัด ธุรกิจที่เราคุ้นเคย มีความเข้าใจ และสนุกไปกับการเริ่มลงทุนในธุรกิจนั้นๆ ย่อมทำให้เกิด “แต้มต่อ” ในการลงทุนอีกด้วย

 

ข้อสุดท้าย.. สิ่งสำคัญกว่ากำไรวันนี้ ก็คือกำไรในระยะยาว

สิ่งสำคัญกว่าการได้กำไร 100% ในวันเดียว ก็คือการสร้างกำไรปีละแค่ 10-20% ในระยะเวลาหลายสิบปีต่อจากนี้..

สมมติเราตั้งเป้าแค่ว่าได้กำไร 20% ต่อปีไปเรื่อยๆ จากวันนี้เรามีเงินลงทุน 100,000 บาท

ถ้าเราทำแบบนี้ได้สัก 10 ปี เงินเราจะเพิ่มไปเป็น 600,000 บาท

ทำได้สัก 20 ปี เงินลงทุนเราจะกลายเป็น 3,800,000 บาท

หรือถ้าทำได้ถึง 40 ปีล่ะก็ ในตอนนั้นเงินจะกลายเป็น 147 ล้านบาทเลยทีเดียว!!

สุดท้าย หลายๆ คนที่อ่านมาถึงจุดนี้อาจจะสงสัยว่า.. “เอ๊ะ ผิดหวังจัง.. นึกว่าจะบอกชื่อหุ้น ว่าควรไปลงทุนตัวไหนต่อ?”

รับรองว่าสิ่งนั้นจะไม่เกิดขึ้นบนเพจนี้แน่ๆ เพราะอย่างที่ย้ำเสมอว่าเมื่อเป็นเงินของเรา ย่อมต้องเป็นตัวเราที่ตัดสินใจเอาเองว่าเงินก้อนนั้น จะแบ่งไปลงทุนอะไรบ้าง

จะเป็นการลงทุนในหุ้น กองทุน อสังหาริมทรัพย์ หรือจะเอาไปลงทุนบิตคอยน์ ก็ไม่ใช่เรื่องผิดแต่อย่างใด ถ้าคุณมีความรู้และความเข้าใจที่ดีพอ

สำหรับในโลกการลงทุนแล้ว การได้กำไร 50,000 บาท จากต้นทุน 81,000 บาท หรือคิดเป็นตัวเลขกำไร 62% ในวันเดียว นั้นคือตัวเลขที่สูงมาก!!!

และมันทำให้ต้นทุนในการลงทุนต่อของเราในอนาคต ได้เปรียบมือใหม่คนอื่นๆ ในตลาดหุ้นไปพอสมควร

เพราะก่อนหน้านี้ บางคนอาจจะเข้ามาเจอหุ้นที่ไม่ดีนัก เลือกหุ้นบริษัทที่ผิดพลาด จนติดลบตั้งแต่ต้น

หรือบางคน เลือกหุ้นได้ดีแล้ว แต่เข้าลงทุนตอนตลาดหุ้นตกลงอย่างหนัก เงินหายไป 50% ตั้งแต่แรกเลยก็มี

หลังจากนี้จะเป็นเส้นทางของโลกแห่งการลงทุน ไม่ใช่แค่ 1 หรือ 2 ปี แต่จะเป็นเส้นทางที่ต้องพิสูจน์กันอีกนับสิบๆ ปี ว่าสุดท้ายแล้วเราจะสร้างผลกำไรได้สม่ำเสมอมากแค่ไหน

และขออวยพรให้ทุกคนโชคดี ในเส้นทางที่แสนยาวไกลนี้ครับ..

 

 

ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่

Advertisement

แสดงความคิดเห็น...