รู้หรือไม่ว่า ครั้งหนึ่งหุ้น Volkswagen เคยพุ่งขึ้นเกือบ 5 เท่า ในเวลาแค่ 2 วัน

และนั่นส่งผลให้ค่ายรถเยอรมันรายนี้ กลายเป็นบริษัทมูลค่าสูงที่สุดในโลก

ทั้งที่ความเป็นจริง โลกเรากำลังเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจครั้งสำคัญในปี 2008 แล้วค่ายรถก็หนีวิกฤตินั้นไม่พ้น แต่ราคาหุ้นกลับพุ่งขึ้นแบบไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น

จนเหตุการณ์ครั้งนั้นได้ชื่อว่าเป็นบทเรียนของปรากฏการณ์ Short Squeeze ที่รุนแรงสุดครั้งหนึ่งในโลกการเงิน..

แต่มันเกิดอะไรขึ้นบ้าง?  เราจะพาคุณย้อนไปเริ่มเรื่องกันเมื่อ 90 ปีก่อนครับ

 

(เพื่อความเข้าใจที่มากขึ้น แนะนำให้อ่าน 2 บทความก่อนหน้านี้ก่อนจะยิ่งดีนะครับ ได้แก่..

การ Short หุ้นคืออะไร? สรุปแบบเข้าใจง่ายๆ…

รู้จักปรากฏการณ์ Short Squeeze ที่ทำให้หุ้นขึ้น 100 เด้ง ผ่านกรณีศึกษา “แมว 100 ตัว”

 

 

ในปี 1931 เมื่อ Ferdinand Porsche ก่อตั้งค่ายรถชื่อเดียวกับนามสกุลของตัวเอง

ต่อมาเมื่อ Hitler ผู้นำเยอรมนีในขณะนั้น อยากจะมีค่ายรถประจำชาติเป็นของตัวเอง จึงมอบหมายให้ Ferdinand มาช่วยออกแบบรถยนต์คันแรกของค่าย Volkswagen

ซึ่งนั่นก็กลายมาเป็นรถโฟล์กเต่าหรือ Volkswagen Beetle ที่หลายคนคุ้นเคยชื่อกันครับ

เพราะฉะนั้นความสัมพันธ์ระหว่าง Porsche และ Volkswagen สองค่ายใหญ่จึงเปรียบเสมือนค่ายพี่น้องกันมาโดยตลอด

ขนาดที่ว่าในยุคหลังสงครามโลก งานหลายอย่างของ Porsche ก็ใช้วิธีเอาท์ซอร์ส ไปให้กับ Volkswagen ผลิตให้เป็นประจำ

แล้วเรื่องราวก็ดำเนินมาอีก 50 ปี..

 

Ferdinand Porsche ผู้ออกแบบรถโฟล์กเต่า

 

ในปี 1993 ค่าย Volkswagen ประสบปัญหาทางการเงินครั้งใหญ่ ทำให้ Ferdinand Piëch ผู้เป็นหลานของ Ferdinand Porsche อาสาเข้ามารับงานซีอีโอ

จากนั้นในฝั่งของ Porsche เขาก็แต่งตั้ง Wendelin Wiedeking คนที่ไว้ใจขึ้นมาเป็นผู้บริหารแทน เท่ากับว่าตอนนี้ สองค่ายใหญ่ในเยอรมนี ก็อยู่ภายใต้ขั้วอำนาจเดียวกันแล้ว

 

เข้าสู่ยุค 2000 ค่าย Porsche ตอนนี้บริหารงานโดย Wendelin Wiedeking เริ่มมองไปถึงการเข้าซื้อกิจการของค่าย Volkswagen

ซึ่งทางฝั่ง Ferdinand Piëch ก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร เพราะเขามองว่าการควบรวมกิจการครั้งนี้ จะทำให้ค่ายรถเยอรมนียิ่งใหญ่ ก้าวสู่เบอร์ 1 ของโลกได้อย่างที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อน

ทั้งนี้ หุ้นของ Volkswagen ถูกถือไว้โดยรัฐนีเดอร์ซัคเซ่น อยู่ประมาณ 20% ทำให้เงินกำไรส่วนหนึ่งก็จะตกเป็นผลประโยชน์ของเยอรมนีเอง และไม่มีทางขายออกมาอยู่แล้ว

ขณะที่ใครอยากจะควบคุมบริษัทแบบเบ็ดเสร็จ ก็ต้องเข้าซื้อหุ้นอีก 80% ที่เหลือไว้นั่นเอง

 

แผนการทั้งหมดจึงเริ่มต้นขึ้นในปี 2005 ทาง Porsche ประกาศว่าได้ถือหุ้น 20% ของ Volkswagen ไว้แล้ว

ต่อมาอีก 3 ปี พวกเขาก็ค่อยๆ ซื้อหุ้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็น 35% ในเดือนกันยายนปี 2008

เป้าหมายของการเข้าซื้อ คือจะต้องถือครองหุ้นของ Volkswagen ให้ได้เกิน 50%

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีท่าทีว่า Porsche จะซื้อหุ้นเพิ่มไปให้ถึงระดับนั้น แล้วข่าวการเข้าซื้อกิจการก็ค่อยๆ เงียบลงไป

แต่อย่างที่เราทราบกันดีว่า นั่นปี 2008 คือปีที่เกิดวิกฤติทางการเงินครั้งร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งของประวัติศาสตร์สหรัฐฯ

และถึงตอนนั้น เงามืดกำลังค่อยๆ คืบคลานเข้ามายังเยอรมนี แบบที่ทั้งสองค่ายยังไม่รู้ตัว..

 

พาดหัวข่าวเมื่อ 12 ปีก่อน

 

เรามาเพิ่มเติมความรู้เรื่องตลาดหุ้นในเยอรมนีกันสักเล็กน้อย

คือหุ้น Volkswagen ในตลาดเยอรมนี จะแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ ก็คือหุ้นที่มีสิทธิโหวต กับไม่มีสิทธิโหวตในที่ประชุม

ทั้งนี้ ก็เป็นกฎหมายที่เอื้อให้บุคคลเยอรมัน หรือธุรกิจสัญชาติเยอรมัน ได้ซื้อหุ้นแบบแรก เพื่อป้องกันไม่ให้ทุนต่างชาติมากินรวบบริษัทในเยอรมนี

เท่ากับว่า กองทุนต่างชาติจะมาเข้าซื้อ ก็ต้องซื้อหุ้นในแบบไม่มีสิทธิโหวต แต่จะยังได้เงินปันผลเหมือนกับผู้ถือหุ้นปกติทั่วไป

นั่นทำให้ราคาของหุ้นแบบมีสิทธิโหวต จะสูงกว่าหุ้นอีกแบบประมาณ 20-30% เป็นปกติ

 

พอเกิดวิกฤติการเงินขึ้นในเดือนตุลาคม 2008 ราคาหุ้นไม่มีสิทธิโหวตของ Volkswagen ค่อยๆ ตกลงไป ตามวิกฤติที่เกิดขึ้นกับตลาดหุ้นทั่วโลก

ปัญหาก็คือ.. ด้วยเหตุผลอะไรสักอย่าง ราคาหุ้นหลัก Volkswagen กลับไม่ลดลง แถมเพิ่มขึ้นจากในเดือนกันยายนที่ 200 ยูโรต่อหุ้น มาเป็น 400 ยูโร ในเดือนธันวาคม

และนั่นส่งผลให้ราคาหุ้นทั้ง 2 แบบของ Volkswagen ต่างกันมากถึง 80%

แบบนี้ก็เหมือนกับการเปิดช่องให้กับเหล่ากองทุนนัก Short มองว่ามันเกิดความผิดปกติ แล้วเข้ามาทำการ Short หุ้น Volkswagen กันเป็นจำนวนมาก

 

ราคาหุ้นทั้ง 2 แบบ แตกต่างกันมากเกินไปในช่วงปี 2008 ภาพ: FT

 

ช่วงปลายเดือนตุลาคม ทุกอย่างเหมือนจะเป็นไปตามที่เหล่ากองทุน Short คิด เพราะราคาหุ้นของ Volkswagen ก็ปรับลดลงกลับมาเหลือเพียง 275 ยูโร และปรับตัวลงเหลือ 200 ยูโร

แต่นั่นคือสถานการณ์ปกติที่เกิดขึ้นครั้งสุดท้าย เพราะหลังจากนั้น ก็เกิดเป็นสัปดาห์แห่งความวุ่นวาย และการหนีตายครั้งสำคัญ!!

 

วันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม 2008

มีรายงานประจำสัปดาห์ว่าหุ้นของ Volkswagen ถูกกองทุน Short เอาไว้ถึง 12% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด คิดเป็นมูลค่า 300,000 ล้านบาท

 

วันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม 2008

จู่ๆ ทาง Porsche ก็ออกมาประกาศว่า ตอนนี้ได้ถือหุ้น 42.6% ของ Volkswagen เอาไว้

และพวกเขายังมี Option ที่ซื้อเอาไว้ ว่าจะสามารถครอบครองหุ้นอีก 31.5% ได้แน่ๆ ไม่ว่าจะอยู่ที่ราคาเท่าไร (เพราะตัว Option ที่มีเป็นประกันว่าต่อให้หุ้นแพงแค่ไหน พวกเขาก็จะได้รับเงินส่วนต่างมาช่วยซื้อหุ้นได้แน่ๆ)

เหมือนเป็นการเปิดเผยความจริงให้โลกได้รู้ว่า ตอนนี้ Porsche มีหุ้นรวม 74.1% ใน Volkswagen ค่อนข้างแน่แล้ว

ทีนี้ ถ้าเราไปรวมกับหุ้นที่รัฐนีเดอร์ซัคเซ่นถืออยู่ 20% เท่ากับว่าตอนนี้เหลือหุ้นที่ซื้อขายในตลาดได้เพียง 5.9% เท่านั้น

 

แต่..!! หุ้นที่ถูกยืมมา Short นั้นมันมีถึง 12% แบบนี้ก็เท่ากับว่า จะมีแค่กองทุนเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น ที่สามารถซื้อหุ้นมาคืนได้

และด้วยเหตุนี้เอง สัปดาห์แห่งการหนีตายจึงเริ่มต้นขึ้น!!

 

วันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม 2008

เปิดตลาดเช้าวันจันทร์ หุ้น Volkswagen เปิดตลาดที่ 348 ยูโร เพิ่มขึ้นจากวันศุกร์ถึง 66% ก่อนที่จะปิดการซื้อขายในวันนั้นไปด้วยราคา 517 ยูโร

กองทุนบางส่วนที่รีบ Squeeze ออกมา ขาดทุนกันระนาว แต่สำหรับกองทุนที่ปิดสถานะ Short ไม่ทัน ความเลวร้ายเพิ่งจะเกิดเท่านั้น

 

วันอังคารที่ 28 ตุลาคม 2008

หุ้น Volkswagen เปิดตลาดตอนเช้าราคา 497 ยูโร ย่อลงมาเล็กน้อย

แต่หลังจากนั้น ราคาหุ้นพุ่งไป 999 ยูโร เพราะการแย่งกันซื้อหุ้นคืนของเหล่ากองทุนทั้งหลาย

ราคาที่สูงขนาดนั้น ทำให้ Volkswagen ไม่ใช่เพียงแค่บริษัทรถมูลค่าสูงที่สุด แต่กลายเป็นบริษัทเอกชนมูลค่าสูงสุดในโลกไปในทันที ด้วยมูลค่า 12.5 ล้านล้านบาท

แถมยังมีการประเมินว่าความเสียหายของกองทุน Short ในตอนนั้น อาจจะรวมกันสูงถึง 900,000 ล้านบาท!!

 

ปรากฏการณ์ Short Squeeze ทำให้ราคาพุ่งทะยาน ภาพ: FT

 

จนกระทั่งวันพุธที่ 29 ตุลาคม

ดูเหมือนว่า Porsche จะรู้สึกตัวว่าได้บังเอิญสร้างความโกลาหลครั้งรุนแรงเข้าให้แล้ว

พวกเขาจึงประกาศขายหุ้นคืนให้ตลาดที่ประมาณ 5% เพื่อให้เหล่ากองทุน Short ได้ค่อยๆ ซื้อหุ้นคืน

แต่กว่าสถานการณ์ทุกอย่างจะกลับไปเป็นปกติอีกครั้ง ก็กินเวลายาวไปจนถึงเดือนธันวาคมเลยทีเดียว

 

แล้วสิ่งที่ตลกร้ายกว่านั้น ก็เกิดขึ้นในปีถัดมา..

เพราะในปี 2009 ปัญหาทางการเงินที่เกิดขึ้นจากวิกฤติเศรษฐกิจ ทำให้ Porsche ต้องเอาเงินไปโปะส่วนธุรกิจที่ขาดทุน และเกิดหนี้หลายแสนล้านให้ต้องจัดการ

พวกเขาไม่สามารถหาเงินมาซื้อหุ้น Volkswagen ได้ แผนเข้าซื้อกิจการที่ดำเนินมาหลายปี กลับต้องยกเลิกลงในตอนนั้น

แล้วก็ดันเป็นฝ่าย Volkswagen ที่นำโดย Ferdinand Piëch ที่รอดพ้นจากวิกฤติเศรษฐกิจได้เร็วกว่า ทำแผน “Reverse Takeover” หรือเข้าซื้อกิจการของ Porsche ซะเอง

(แต่กว่าจะทำการเข้าซื้อได้เสร็จสมบูรณ์ ก็ต้องใช้เวลาถึง 3 ปี เพื่อจัดการทุกสิ่งทุกอย่างให้แล้วเสร็จในปี 2012)

 

ในขณะที่ Volkswagen ก็เป็นเจ้าของ Porsche แบบเต็มตัว พร้อมกับแบรนด์อื่นๆ ในเครืออย่าง Audi, Bentley, Ducati หรือ Lamborghini

แต่.. จำได้รึเปล่าว่า Porsche เองก็ถือหุ้นของ Volkswagen อยู่ที่ประมาณ 30%

ทำให้พวกเขาก็เป็นเจ้าของ Volkswagen อีกต่อหนึ่ง เรียกว่าทั้งสองกิจการนี้ คงยากที่จะแยกจากกันในอนาคตแล้ว

 

Porsche ก็ยังถือหุ้น Volkswagen แม้จะเป็นบริษัทลูกไปแล้วก็ตาม

 

ปิดท้าย..

งานนี้เหล่ากองทุนนัก Short ได้บทเรียนอันเจ็บปวด ว่าแม้จะ Short หุ้นในวิกฤติเศรษฐกิจ ก็ไม่ได้หมายถึงกำไรในทุกครั้ง

งานนี้ Wendelin Wiedeking ก็ออกจากบริษัทในภายหลัง แล้วไปเปิดธุรกิจร้านพิซซ่าแทน

และ Porsche กลายเป็นบริษัทที่เล็กลงกว่าตอนนั้น

แต่ถ้าจะถามว่าใครที่เป็นผู้ชนะที่สุดในเรื่องนี้ คงจะหนีไม่พ้น Ferdinand Piëch เองนั่นแหละ

เพราะในที่สุดเขาก็สามารถครอบครองธุรกิจรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดของยุโรปอย่างที่เขาตั้งใจ แม้มันจะไม่ได้ชื่อว่า Porsche ที่ตาของเขาเป็นคนก่อตั้งก็ตาม..

 

 

ร่วมแสดงความคิดเห็น

 

 

ที่มา:

www.ft.com/content/0a58b63a-4294-3e07-8390-c3aabef39a26

www.reuters.com/article/us-volkswagen-idUSTRE49R3I920081028

https://moxreports.com/vw-infinity-squeeze/

Advertisement

แสดงความคิดเห็น...