Tesla มูลค่าบริษัทหายไปแล้วประมาณ 266,000 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นเงินไทยราว 8 ล้านล้านบาท!!

 

หรือพูดง่ายๆ ว่าถ้าใครเข้าซื้อหุ้น Tesla เมื่อช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา เงินลงทุนของเราจะหายไปแล้วมากกว่า 30%

แล้วมูลค่าที่ควรจะเป็นของ Tesla ควรอยู่ตรงไหน? หุ้นจะตกไปถึงเมื่อไร?

ตอนนี้หลายสำนักข่าว เริ่มมีบทวิเคราะห์ว่าจะลงไปได้ถึง 50% บ้าง ลงไป 70% บ้าง

หรือกระทั่ง Michael Burry นักลงทุนชื่อดังที่โด่งดังจากการ Short หุ้นในวิกฤติการเงินปี 2008 ยังมองว่าจะลงไปได้ถึง 90% เลยทีเดียว

 

มีการให้เหตุผลในเรื่องหุ้นราคาตกลงมาอยู่หลากหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็น

– ราคาของหุ้นเทคโนโลยีที่ขึ้นมาสูงมากในช่วงปีก่อน คนจึงเริ่มขายเพื่อทำกำไร

– ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเพิ่มขึ้น ทำให้คนเทขายหุ้นออกมา

– นี่อาจจะเป็นภาวะฟองสบู่ นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤติสักอย่างที่กำลังตามมาหรือไม่?

 

 

แต่ในคอนเทนต์นี้ เราอยากจะพามาดูข้อมูลน่าสนใจเรื่อง “ยอดขายรถยนต์ทั่วโลก” กันสักเล็กน้อยครับ

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โลกมีปริมาณการซื้อรถยนต์อยู่ที่ราวๆ 70 ล้านคันต่อปี

เนื่องจากอุตสาหกรรมยานยนต์การแข่งขันค่อนข้างสูง จึงไม่มีเจ้าตลาดแบบเบ็ดเสร็จ

แม้จะมี 2 ค่ายยักษ์ในยุโรปและเอเชียอย่าง Toyota กับ Volkswagen แข่งกันเป็นเจ้าตลาดที่ประมาณ 8-10 ล้านคันต่อปี ก็ยังห่างไกลจากคำว่าครองตลาด

เพราะยังคงมีค่ายรถชาติอื่นๆ ทั้งญี่ปุ่น สหรัฐ หรือกระทั่งจีน มาคอยแย่งส่วนแบ่งในแต่ละประเทศอยู่

 

สมมติว่าในอนาคต Tesla สามารถขึ้นเป็นเจ้าตลาดยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า ในยุคที่ยานยนต์ไฟฟ้าครองโลกได้จริงๆ

เราอาจจะประเมินง่ายๆ ไปเลยว่า Tesla จะสามารถขายรถได้ถึง 50% ของยอดขายรถยนต์โลก ซึ่งก็น่าจะอยู่ราวๆ 40 ล้านคันต่อปี

ถ้าเทียบกับยอดขายปีล่าสุดที่ประมาณ 500,000 คัน บริษัท Tesla มีรายได้ 31,000 ล้านดอลลาร์

ถ้าขายได้ถึง 40 ล้านคันจริงๆ ก็อาจจะสร้างรายได้สูงถึง 2.48 ล้านล้านดอลลาร์ มากกว่าในปัจจุบันถึง 80 เท่า!!

อุตสาหกรรมยานยนต์โลก จะมีค่าเฉลี่ยกำไรสุทธิอยู่ที่ราวๆ 6-8% สมมติว่า Tesla ทำได้ที่ 8% จริงๆ ล่ะก็…

บริษัทจะมีกำไรอยู่ที่ปีละ 198,000 ล้านดอลลาร์

ซึ่งถ้าสามารถทำกำไรได้ระดับนั้นจริงๆ แล้ว จะทำให้มูลค่าบริษัท 550,000 ล้านบาทในตอนนี้ดูไม่แพงจนเกินไปก็เป็นได้

 

แต่!! คำถามสำคัญก็คือ..

แล้ววันที่ Tesla สามารถทำยอดขายได้ 40 ล้านคัน หรือกระทั่ง 10 ล้านคันแซงหน้าเจ้าตลาดเดิมจริงๆ นั้น จะมาถึงเมื่อไร?

และพวกเขาจะสามารถทำยอดขายในระดับนั้นได้จริงหรือไม่?

เพราะปัจจุบันพวกเขาเองก็ยังมีกำลังการผลิตรถยนต์ไม่ถึง 1 ล้านคันต่อปี

ในขณะที่โรงงานที่ใหญ่ที่สุดในปัจจุบันที่ประเทศจีน ก็มีกำลังการผลิตอยู่ราวๆ 550,000 คันต่อปี และก็แทบจะส่งมอบไม่ทันอยู่แล้ว

บริษัทยังคงต้องขยายกำลังการผลิตเพิ่มอีกมาก ซึ่งแน่นอนว่ากว่าจะไปถึงจุดนั้น ยังต้องใช้การลงทุนอีกสูงมากเช่นกัน

 

เพราะฉะนั้นราคาของ Tesla ในปัจจุบัน น่าจะรวมความคาดหวังในอนาคตของบริษัทเอาไว้มากพอสมควรแล้ว

ราคาที่ขึ้นมาสูงระดับนี้ จึงอาจจะไปในทิศทางใดก็ได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นไปต่ออีกสูง หรือตกลงมาอย่างหนักแบบตอนนี้

นักลงทุนก็ต้องตัดสินใจเอาว่าอนาคตของ Tesla ยังคงน่าลงทุนอยู่หรือไม่? ซึ่งนั่นเป็นความเสี่ยงที่ทุกคนต้องคิดให้ดี ก่อนที่จะลงทุนทุกครั้ง..

แล้วสำหรับคุณเองล่ะครับ ในวันนี้ มองถึงอนาคตของ Tesla และราคาหุ้นในปัจจุบันไว้อย่างไรบ้าง..?

 

 

ร่วมแสดงความคิดเห็น

Advertisement

แสดงความคิดเห็น...