หลายคนอาจจะเคยได้ยินประโยคที่ว่า “การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนลงทุน” แล้วก็นึกสงสัยว่าความเสี่ยงดังกล่าวนั้น คืออะไร?

ความเสี่ยง กับการลงทุนนั้นเป็นของคู่กัน ซึ่งการลงทุนแต่ละประเภท ก็จะมีความเสี่ยงที่แตกต่างกันออกไป

สินทรัพย์บางอย่าง เช่น คริปโทเคอเรนซี่ ที่กำลังได้รับความนิยม อาจจะให้ผลตอบแทนเราเป็นเท่าตัว แต่ก็มีโอกาสที่ราคาจะตกลงนับ 10% ในวันเดียว

สินทรัพย์ เช่น หุ้น อาจจะสร้างผลกำไรได้ในระยะยาวหากธุรกิจเติบโต แต่ถ้าธุรกิจสร้างรายได้น้อยลง ราคาหุ้นก็อาจจะตกลงไป ทำให้เราขาดทุน

หรืออย่างกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ และ REIT อาจไม่มีโอกาสได้กำไรเท่าตัว แต่ก็สามารถจ่ายปันผลปีละ 6-8% ได้อย่างต่อเนื่อง

ซึ่งนักลงทุนแต่ละคน ก็จะคาดหวังผลตอบแทน และแบกรับความเสี่ยงได้มากน้อยแตกต่างกัน นั่นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะต้องทำความเข้าใจถึงความเสี่ยงแต่ละแบบ

และมากไปกว่านั้นคือ ศึกษาถึงการกระจายความเสี่ยง เพื่อปกป้องเงินลงทุนของเราไว้ให้ได้มากที่สุด

 

 

กรณีศึกษา การไม่กระจายความเสี่ยงเลย vs การกระจายความเสี่ยง

เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น เราจะขอยกตัวอย่างการลงทุนในตลาดหุ้นไทยในช่วงต้นปี 2563 ที่ตลาดหุ้นไทยกำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุน

แต่ไม่มีใครคาดคิดเลยว่า จะมีไวรัสสายพันธุ์ใหม่แพร่ระบาด และฉุดให้เศรษฐกิจโลกเกิดวิกฤติครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่ง

มีนักลงทุน 3 คน ลงทุนด้วยเงิน 1,000,000 บาทเท่ากัน

นักลงทุนคนแรกที่ไม่กระจายความเสี่ยงเลย เลือกลงทุนในหุ้นของธุรกิจสายการบินแห่งหนึ่ง เพราะเห็นว่าการเดินทางกำลังได้รับความนิยม

ปรากฏว่าพอเกิดวิกฤติโควิด-19 เกิดการล็อกดาวน์ ผู้คนไม่เดินทางด้วยเครื่องบินทั้งในประเทศและต่างประเทศ ราคาหุ้นตกลงไปกว่า 80%

เท่ากับว่าตอนนี้ เงินลงทุนของเขาหายไปแล้ว 800,000 บาท

นักลงทุนคนที่สอง กระจายความเสี่ยงด้วยการซื้อกองทุนดัชนี SET50 หรือพูดง่ายๆ ก็คือหุ้นบริษัทใหญ่ที่ผ่านเกณฑ์คัดเลือก 50 ตัวแรก โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

แต่ถึงแม้จะเป็นหุ้นคุณภาพดีที่สุดในตลาด แต่เมื่อเกิดวิกฤติ ถ้าตลาดหุ้นตกลงอย่างหนัก หุ้นส่วนใหญ่ก็จะถูกเทขาย ทำให้ราคาตกลงมาด้วยเช่นกัน

ในเดือนมีนาคม 2563 พบว่าดัชนี SET50 ตกลงจากต้นปีถึง 40% เท่ากับว่าตอนนี้เงินลงทุนเขาหายไปแล้วกว่า 600,000 บาท

ตัวอย่างที่สาม นักลงทุนแบ่งเงิน 1,000,000 บาท ออกเป็น 10 ก้อน แล้วกระจายลงทุนในทรัพย์สินต่างๆ ที่แตกต่างกันออกไป

ยกตัวอย่างเช่น พันธบัตรรัฐบาล หุ้นไทย กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ REIT ทองคำ หรือแม้กระทั่งแบ่งอีกเล็กน้อย เข้าซื้อคริปโทเคอเรนซีก็ตาม

เมื่อเกิดวิกฤตินั้น สินทรัพย์บางอย่างจะราคาตกลงไป ขณะที่สินทรัพย์บางอย่างราคาเพิ่มขึ้น หรือสินทรัพย์บางประเภท ก็ยังสามารถให้ปันผลเราได้อย่างสม่ำเสมอ แม้จะเกิดวิกฤติ

ซึ่งจะช่วยประคับประคองพอร์ตการลงทุนของเรา ไม่ให้ผันผวนมาก หรือได้รับผลกระทบหนักจนเกินไป
แม้โอกาสได้ผลตอบแทนในแต่ละการลงทุนจะน้อยกว่า เมื่อเทียบกับการลงทุนไปก้อนเดียวในสินทรัพย์หนึ่งแบบ 100%

แต่โอกาสที่เงินก้อนของเราจะหายไปทั้งหมดนั้น ก็น้อยกว่ามากด้วยเช่นกัน..

 

ตัวอย่างการกระจายความเสี่ยง ทำได้อย่างไร?

เราจะขอยกตัวอย่างการกระจายความเสี่ยง ที่เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น สมมติว่าเราอยากจะกระจายความเสี่ยง จากการลงทุนคริปโท ลงทุนหุ้น ลงทุนทองคำ มายังอสังหาริมทรัพย์บ้าง

หลายคนมองว่าการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า จะมีความเสี่ยงน้อยกว่า ยกตัวอย่างเช่น คอนโดมิเนียมให้เช่า หรือลงทุนทำโรงแรม

ซึ่งการลงทุนอสังหาริมทรัพย์นี้ จากในอดีต เราจำเป็นต้องซื้ออสังหาริมทรัพย์เอง หรือลงทุนด้วยเงินจำนวนมากเพื่อเป็นเจ้าของห้องเช่า เจ้าของโรงแรม หรือโรงงานอุตสาหกรรมสักแห่ง

แต่ในปัจจุบัน มีทางเลือกอย่าง REIT ซึ่งเปรียบเสมือนการร่วมกับนักลงทุนคนอื่นๆ เปิดโอกาสให้เราได้เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบต่างๆ ได้เช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ในวิกฤติโควิด-19 ที่ผ่านมา เราจะเห็นว่าอสังหาริมทรัพย์บางประเภท ก็ได้รับผลกระทบหนักมาก และบางธุรกิจ ก็ยังไม่มีแนวโน้มการฟื้นตัวที่ชัดเจน
ยกตัวอย่างเช่น ประเภทโรงแรม ศูนย์การค้า ได้รับผลกระทบหนัก จากการปิดกิจการ และการที่ต้องงดการเดินทางท่องเที่ยว
ประเภทอาคารสำนักงาน ได้รับผลกระทบรองลงมา
ประเภทอุตสาหกรรม ที่หลายพื้นที่ยังสามารถดำเนินการได้ตามปกติ ก็จะได้รับผลกระทบน้อย รับรู้รายได้ในปริมาณเท่าเดิม ซึ่งอาจจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในการลงทุนได้เช่นกัน

และข้อมูลจากปี 2563 ที่ผ่านมา มี REIT ที่เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ครั้งแรก (IPO) เพียงหนึ่งกองเท่านั้น คือ PROSPECT REIT และยังพบว่าเป็นการลงทุนใน โรงงานและคลังสินค้า ซึ่งได้รับผลกระทบน้อยจากสถานการณ์ โควิด-19

PROSPECT หรือ ทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ พรอสเพค โลจิสติกส์และอินดัสเทรียล
เป็น REIT ที่ลงทุนในบางส่วนของโครงการบางกอกฟรีเทรดโซน (BFTZ) ย่านบางนา มูลค่าการเข้าลงทุน 3,429 ล้านบาท ประกอบด้วยที่ดิน และอาคาร 63 หลัง แบ่งออกเป็น 185 ยูนิต

รายได้หลักก็จะมาจากค่าเช่า ของลูกค้าที่ใช้พื้นที่อาคารโรงงาน และอาคารคลังสินค้า ซึ่งได้รับผลกระทบไม่มากนักในวิกฤติโควิด-19 สะท้อนผ่านตัวเลขอัตราการเช่า ที่เติบโตจาก 93% เมื่อปีที่แล้ว มาสู่ 96% ในปีนี้

ซึ่งพอได้รับผลกระทบไม่มากนัก ทาง PROSPECT ก็สามารถจ่ายปันผลสม่ำเสมอ ตามที่คาดการณ์เอาไว้ได้

 

คำว่า “จ่ายปันผลสม่ำเสมอ” นั้นเป็นจริงแค่ไหน?

ย้อนกลับไปตั้งแต่เข้าซื้อขายในช่วงกลางเดือนสิงหาคม ปี 2563 มาจนถึงปัจจุบันนั้น PROSPECT มีการจ่ายเงินออกให้กับผู้ถือหน่วยไปแล้ว 3 ครั้ง

โดยแบ่งออกเป็นเงินปันผล 2 ครั้งคือ 0.1227 บาท (ระยะเวลา 14 สิงหาคม – 30 กันยายน 2563 ไม่เต็มไตรมาส), 0.2805 บาท และจ่ายออกเป็นเงินคืนทุน 0.2808 บาท ตามลำดับ รวมแล้ว 0.684 บาท 

ลองคำนวณเล่นๆ ว่าเราซื้อด้วยต้นทุนที่ 10 บาท ในวันที่เข้าซื้อขาย แต่ก็ยังได้รับปันผลมากเกือบ 7% ทั้งที่ยังไม่ถือมาเต็มปีอีกด้วย

ขณะที่ราคาของ REIT นั้นจะไม่ค่อยหวือหวามากนัก สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะรายได้ค่อนข้างแน่นอน ทำความเข้าใจ และประเมินมูลค่าได้ไม่ยากจนเกินไปด้วยนั่นเอง

สินทรัพย์อย่าง REIT จึงอาจจะถือว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการกระจายความเสี่ยงจากสินทรัพย์อื่นๆ ที่อาจจะมีโอกาสทำกำไรให้เรา 2-3 เท่า แต่ก็มีโอกาสที่เงินจะหายไปได้มากกว่าครึ่งด้วยเช่นกัน

 

สุดท้ายนี้ หวังว่าหลายคนน่าจะพอเข้าใจเรื่องของความเสี่ยงในการลงทุน เหตุผลที่เราควรกระจายความเสี่ยง และพอเข้าใจตัวอย่างของการกระจายความเสี่ยงได้มากยิ่งขึ้น

เพราะในโลกการลงทุน ย่อมมีโอกาสเกิดวิกฤติขึ้นมาได้เสมอโดยที่เราไม่รู้ตัว และสิ่งสำคัญที่สุดก็คือการป้องกันความเสี่ยง ปกป้องเงินลงทุนของเรา เพื่อให้เงินก้อนสำคัญยังอยู่ และสามารถแสวงหาผลตอบแทนได้ต่อไปอีกนานแสนนานนั่นเอง…

Advertisement

แสดงความคิดเห็น...