ใครไม่อยากอ่านยาว ตามไปฟังได้เลยที่:

 

เชื่อว่าหลายคนที่ถือหุ้น OR จะมีคำถามพวกนี้อยู่ในใจนะครับ

ยกตัวอย่างเช่น..

ถือหุ้นมาตั้งแต่ 18 บาท ตอนนี้ราคาขึ้นมาเกือบ 2 เท่า ทำยังไงต่อดี?

หุ้นจะขึ้นไปถึงเมื่อไร? มีโอกาสราคาลดลงไหม? แล้วจะขายทิ้งตอนนี้เลย หรือจะซื้อเพิ่มดี?

ในบทความนี้ เราเลยอยากจะนำเสนอกลยุทธ์ในการจัดงานเงินลงทุนอย่างง่ายๆ ที่จะทำให้คุณหมดความกังวลไม่ว่าหุ้น OR จะราคาเท่าไรก็ตามครับ..

ก่อนอื่น เรามาพูดถึงเรื่องการลงทุนกันก่อน การลงทุนก็คือเอาทรัพยากรอย่าง “เงินต้น” ไปลงทุน

อย่างการซื้อหุ้น OR ก็คือการเอาเงิน ไปแลกกับหุ้นของบริษัท

โอกาสที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือ “กำไร” หรือ “ขาดทุน”

ถ้าหุ้นขึ้นเยอะเราก็กำไร ตรงกันข้าม ถ้าหุ้นราคาตกลงมาหนักมาก จนกินเงินต้นของเรา เราก็จะขาดทุน

วิธีง่ายๆ ที่จะช่วยปกป้องเราไม่ให้ขาดทุนก็คือ “ปกป้องเงินต้น” ด้วยการเอา “เงินต้น” ที่เราลงทุนไปตอนแรกกลับคืนมา

 

เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น

สมมติเมื่อเดือนก่อนเราจองหุ้น OR ไป 1,000 หุ้น ที่ราคา 18 บาท เท่ากับเรามีต้นทุนอยู่ที่ 18,000 บาท

วันนี้ราคาหุ้น OR ขึ้นมาเป็น 36 บาท เท่ากับว่าหุ้น 1,000 หุ้น มีมูลค่า 36,000 บาท

การจะเอาเงินต้นกลับคืนมา เราจำเป็นต้องแบ่งขายหุ้น OR ออกไป 500 หุ้น หุ้นละ 36 บาท เป็นมูลค่า 18,000 บาท

 

เท่ากับว่าในตอนนี้…

เรามีเงินสดที่ดึงออกมาแล้ว 18,000 บาท (เท่ากับต้นทุนในตอนแรก)

และมีมูลค่าหุ้น OR ที่ถืออยู่ 18,000 บาท

ซึ่งหุ้นที่เราถืออยู่ ก็จะเปรียบเสมือน “หุ้นฟรี” ที่เราไม่มีต้นทุนอีกต่อไปแล้ว

หลังจากนี้ต่อให้ราคาหุ้นจะเป็นอย่างไรก็ตาม เราก็สามารถถือสินทรัพย์นั้นได้อย่างไร้กังวล

ไม่ว่าหุ้นจะขึ้นไปเป็น 50 บาท 100 บาท เราก็จะยังคงถือหุ้นแล้วได้กำไรเช่นเดียวกับคนอื่นๆ

หรือราคาหุ้นตกลงมา จะเหลือราคา 18 บาท แต่เราก็ดึงต้นทุนของเราออกมาแล้ว จึงไม่มีความกังวลอะไรเหลืออยู่

หรือถ้าหุ้นตกลงไปอย่างหนัก ลงไปถึง 10 บาท 5 บาท แต่ถ้าพื้นฐานกิจการยังดีอยู่ เราก็จะมี “เงินก้อน” มาช้อนซื้อหุ้นคืนในราคาถูกภายหลังนั่นเอง

 

อย่างไรก็ตาม วิธีการดังกล่าวก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีข้อเสียเลยนะครับ

เพราะข้อเสียอย่างแรกก็คือ การที่เราดึงเงินต้นออกมา แล้วอยากจะได้กำไรเพิ่ม ก็ต้องนำเงินสดไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นต่อ เพื่อแสวงหากำไรที่มากขึ้นต่อไป

และไม่มีอะไรมารับประกันได้ว่าการลงทุนในครั้งถัดไป เราจะยังทำกำไรได้อีกหรือไม่? ซึ่งมันอาจขาดทุนก็เป็นได้

(จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างหนึ่งที่เราจะต้องวิเคราะห์อย่างหนัก ในการเลือกสินทรัพย์ใหม่ๆ ที่จะลงทุน และต้องไม่ “ทุ่มจนหมดหน้าตัก” ในการลงทุนแต่ละครั้ง

เพื่อให้เรายังคงมีเงินต้นเหลืออยู่เสมอไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม)

 

และข้อเสียอย่างที่สอง ก็คือหากในอนาคตราคาของหุ้น OR นั้นวิ่งขึ้นไปสูงมากๆ แน่นอนว่าผลกำไรที่เราจะได้ ก็ย่อมลดน้อยลงไป

เพราะแทนที่เราจะมีจำนวนหุ้นอยู่มหาศาล เราเหลือหุ้นเพียงแค่ครึ่งเดียวจากตอนแรกนั่นเองครับ กำไรเราจึงลดลงนั่นเอง

 

 

แต่สุดท้ายต้องไม่ลืมว่า.. “การลงทุนมีความเสี่ยง”

และสิ่งที่เราควรจะคิดถึงมากกว่า “การสร้างกำไร” ก็คือ “การจำกัดความเสี่ยง” และปกป้องเงินลงทุนของตัวเองอย่างดีที่สุด

ในอนาคต เมื่อเราลงทุนอย่างจริงจัง เติบโตจนมีพอร์ตการลงทุนในหลักล้าน ร้อยล้าน หรือพันล้านแล้วล่ะก็ การจำกัดความเสี่ยงยิ่งจะเป็นเรื่องที่สำคัญมากขึ้นไปอีก

วิกฤติเศรษฐกิจอาจจะมาได้ทุกเมื่อ อย่างเช่นวิกฤติโควิดตลาดหุ้นตกไป 30-40%

หรือตอนวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 ตลาดหุ้นตกลงไป 80% ก็เกิดขึ้นมาแล้ว

การขาดทุนอย่างหนักเพียงแค่ครั้งเดียว ก็อาจจะทำให้ทรัพย์สินที่สะสมมาเกือบทั้งชีวิต หายไปในพริบตาก็เป็นได้

และเราก็คงไม่อยากจะเห็นเหตุการณ์สิ้นเนื้อประดาตัวจากการลงทุน เกิดขึ้นกับตัวเราเองอย่างแน่นอน…

 

 

ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่

Advertisement

แสดงความคิดเห็น...