ปัจจุบันนับเป็นเวลา 21 ปีแล้ว หลังจากหนังสือ Harry Potter ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรก

นิยายพ่อมดน้อย นอกจากจะเปลี่ยนชีวิตของนักเขียนผู้หญิงคนหนึ่งไปตลอดกาลแล้ว

ยังมีส่วนช่วยเปลี่ยนแนวคิด มุมมอง และสร้างความสุขให้กับเด็กอีกนับล้านคนทั่วโลกด้วย

แต่กว่าจะประสบความสำเร็จได้ในแบบทุกวันนี้ ชีวิตของ J. K. Rowling นั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบแต่อย่างใด…

 

 

– Joanne เด็กสาวชาวอังกฤษที่เกิดมาในปี 1965 ท่ามกลางครอบครัวที่อบอุ่น คุณพ่อมีอาชีพเป็นวิศวกรอากาศยาน แม่เป็นนักเทคนิควิทยาศาสตร์

– แม้พ่อจะทำงานหนัก แต่เขาก็มักจะมีเวลามาอ่านหนังสือนิทานให้ลูกสาวฟังอยู่เป็นประจำ นั่นทำให้สาวน้อย Joaane กลายเป็นเด็กรักการอ่าน

– เธอฉายแววการเป็นนักเขียน เอาความชอบกระต่าย มาแต่งเป็นนิยายของตัวเองและตั้งชื่อมันว่า Rabbit ในวัย 6 ขวบ

– จนกระทั่งอายุ 14 ปี แม่ของเธอล้มป่วยด้วย “โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง”

– ประกอบกับความเป็นสาววัยรุ่น เธอเข้ากับคุณพ่อของตัวเองได้ไม่ดีนัก รู้สึกว่าไม่สามารถเป็นอย่างที่พ่อคาดหวังได้ และนั่นทำให้เธอตีตัวออกห่าง ถึงขั้นบอกว่าเคยไม่ติดต่อเขาอยู่ 2-3 ปี

– กระทั่ง Joanne จบการศึกษาด้านภาษาฝรั่งเศสในปี 1986 แล้วก็ทำงานตามประสามนุษย์เงินเดือนทั่วไป แต่ยังคงใช้เวลาว่างในการเขียนนิยายสั้นๆ เป็นงานอดิเรก

 

และแล้ววันหนึ่ง จุดกำเนิดของ Harry Potter ก็เกิดขึ้น

– ในปี 1990 ระหว่างเธอนั่งรถไฟ จู่ๆ ก็ผุดไอเดียของนิยายพ่อมดน้อย ที่เพิ่งค้นพบว่าตัวเองเป็นผู้วิเศษ เธอคิดว่ามันน่าสนใจมาก

– เมื่อกลับถึงบ้าน เธอร่างไอเดียดังกล่าวลงในกระดาษทันที

 

มรสุมในชีวิตเริ่มเข้ามาในปีเดียวกัน..

– ปลายปี 1990 แม่ของเธอเสียชีวิตลงจากโรคที่เป็นมานับสิบปี

– ต่อมาเธอย้ายไปสอนหนังสือที่ประเทศโปรตุเกสในปี 1992 และพบรักกับผู้สื่อข่าวหนุ่ม

– ทั้งสองตกลงแต่งงาน มีลูกด้วยกันในช่วงกลางปี 1993

– แต่ใครจะคิดว่าทั้งสองเลิกกันในปลายปีนั้นเช่นกัน!!

– Joanne กลับมาใช้ชีวิตที่อังกฤษ กลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว พร้อมกับนิยาย Harry Potter ที่แต่งไปได้ 3 บท

– ช่วงนั้นเธอไม่มีงานประจำ ต้องอาศัยอยู่ในแฟลตเล็กๆ และรับเงินช่วยเหลือจากทางการอังกฤษ

– เธอมักจะพาลูกไปเดินเล่นช่วงกลางวัน และจบลงด้วยการนั่งเขียนนิยายต่อในร้านคาเฟ่ต่างๆ ระหว่างที่ลูกหลับอยู่ในรถเข็น

– ตอนนี้เธอเดิมพันชีวิตไว้กับนิยายเล่มดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อย

 

– ในปี 1995 เธอก็เขียนเล่มแรกของนิยาย Harry Potter เสร็จสิ้น

– ต้นฉบับของเธอถูกส่งไปพิจารณายังสำนักพิมพ์ต่างๆ และถูกปฏิเสธมากถึง 12 ครั้ง

– สุดท้ายในครั้งที่ 13 สำนักพิมพ์  Bloomsbury ยินดีตีพิมพ์หนังสือให้เธอ แลกกับค่าต้นฉบับประมาณ 120,000 บาท

– สาเหตุหนึ่งที่มีส่วนช่วยตัดสินใจ เพราะลูกสาวของเจ้าของสำนักพิมพ์ดังกล่าว ได้อ่านตอนแรก และเธอเรียกร้องอยากจะอ่านตอนต่อๆ ไปอีก

– Joanne ตัดสินใจเปลี่ยนนามปากกาเป็น J. K. Rowling จากคำแนะนำที่ว่า “เด็กผู้ชายไม่ชอบอ่านหนังสือที่ผู้หญิงแต่ง จึงควรทำชื่อให้ดูคล้ายผู้ชายแต่ง”

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความโด่งดังจนหยุดไม่อยู่…

 

– หนังสือที่ถูกตีพิมพ์ลอตแรกแค่ 1,000 เล่ม ได้รับรางวัล Nestlé Smarties Book Prize

– ตามมาด้วยรางวัล  British Book Award  พ่วงด้วย Children’s Book Award

– ความโด่งดังในฝั่งอังกฤษ ทำให้สำนักพิมพ์ฝั่งอเมริกาประมูลลิขสิทธิ์ไปตีพิมพ์ในปี 1998

ซึ่งจากราคาต้นฉบับ 120,000 ในตอนแรก ตอนนี้มีมูลค่าสูงถึง 3.3 ล้านบาทเข้าไปแล้ว

– ในปีเดียวกัน ทาง Warner Bros. เล็งเห็นความโด่งดังของหนังสือ จึงขอซื้อลิขสิทธิ์ไปสร้างเป็นภาพยนตร์ ซึ่งเข้าฉายในอีก 3 ปีหลังจากนั้น

– ความโด่งดังของภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จ ยิ่งทำให้หนังสือนิยายโด่งดังขึ้นไปใหญ่

– และนั่นเปลี่ยนชีวิตของ J

 

จนกระทั่งปัจจุบัน…

หนังสือนิยาย Harry Potter ถูกแปลเป็น 68 ภาษา วางขายไปยัง 200 ประเทศทั่วโลก

ด้วยยอดขายกว่า 450 ล้านเล่ม

ทำยอดรายได้จากภาพยนตร์ทุกภาคทั่วโลก รวมกันกว่า 250,000 ล้านบาท

แถมยังมีส่วนแบ่งจากของที่ระลึก การออกงานอีเว้นต์ต่างๆ และการนำไปสร้างสวนสนุก

สิ่งเหล่านี้ทำให้ J. K. Rowling กลายเป็นเศรษฐีไปทันที

 

ทางนิตยสารฟอร์บส์ประเมินในปีล่าสุดว่า ทรัพย์สินของเธอนั้นมีสูงถึง 20,000 ล้านบาท

และจะมากกว่านี้ถ้ารวมเงินบริจาคการกุศล ที่เธอบริจาคไปเกือบ 5,000 ล้านบาทด้วย

 

เธอเปรียบเทียบตัวเองว่าครั้งหนึ่งเคยเป็นคนล้มเหลวที่สุด

ชีวิตแต่งงานพังไม่เป็นท่า ต้องเลี้ยงลูกคนเดียว แถมยังตกงาน ใช้เงินช่วยเหลือจากรัฐบาล ซึ่งดีหน่อยตรงที่มีที่ซุกหัวนอน

จนกระทั่งเธอรวยขึ้น จึงยอมเสียสละเงินมากถึง 1 ใน 5 ของทรัพย์สินตัวเองให้กับการกุศล

 

เพราะคนที่ยากลำบากมาก่อน ย่อมเข้าใจความต้องการของคนที่ยากลำบากและต้องการความช่วยเหลือได้เป็นอย่างดี

ความร่ำรวย ไม่ได้จำเป็นว่าจะต้องเกิดจากการเหยียบคนอื่นให้จม แล้วทิ้งผู้พ่ายแพ้เอาไว้ข้างหลัง

J. K. Rowling คือตัวอย่างการสร้างความร่ำรวยจากการ “ส่งต่อแรงบันดาลใจ” ให้ผู้อ่านทั่วโลก

ซึ่งสุดท้ายแล้วแรงบันดาลใจเหล่านั้น มันก็ตอบแทนเธอได้อย่างดีทีเดียว…

 

 

ที่มา:

www.forbes.com/sites/natalierobehmed/2017/08/03/j-k-rowlings-net-worth-650-million-in-2017

https://en.wikipedia.org/wiki/J._K._Rowling

https://www.biography.com/people/jk-rowling-40998

http://secretmagicland.blogspot.com/2013/07/jk-rowling-real-life-inpiration-of-harry-potter.html

www.dek-d.com/writer/46662/

Advertisement

แสดงความคิดเห็น...