ถ้าช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา คุณเอาเงินสัก 100,000 บาท ไปลงทุนกับหุ้น GameStop

ผ่านไปไม่ถึงเดือนเต็ม เงินลงทุนคุณจะพุ่งขึ้นกว่า 20 เท่า มาเป็น 2 ล้านบาทแล้ว!!

เราอาจจะเคยเห็นเรื่องของหุ้นที่จู่ๆ ก็พุ่งขึ้น 5 เท่าหรือ 10 เท่ากันมาบ้างแล้ว (อย่างที่เกิดในไทยเร็วๆ นี้ก็คือกรณีของ DELTA)

แต่สำหรับหุ้น GameStop ธุรกิจขายแผ่นเกมที่กำลังอยู่ในช่วงขาลง มันอะไรที่ซับซ้อน สนุก และน่าสนใจกว่านั้นไปอีกครับ..

 

หุ้น GameStop ราคาย้อนหัลง 1 ปี

 

ปกติแล้วเวลาเราซื้อหุ้น เรามักจะซื้อแต่ธุรกิจที่มีอนาคตสดใส เพราะเราต้องคาดหวังว่าเมื่อธุรกิจทำกำไรได้ดี ราคาหุ้นจะพุ่งขึ้น แล้วเราก็จะมีกำไร

แต่อย่างที่บอกไปว่า GameStop คือธุรกิจขายแผ่นเกมทั้งมือหนึ่งมือสอง และเครื่องเล่นเกม ซึ่งเราต่างรู้ดีว่าในยุคนี้ที่คนหันไปใช้บริการซื้อช่องทางออนไลน์ ทำให้ธุรกิจหน้าร้านแบบนี้เริ่มขาดทุน

พอธุรกิจขาดทุน นักลงทุนก็ไม่มีใครอยากจะมาซื้อหุ้น ราคาก็ย่อมตกลงไป

ตรงนี้จึงเป็นช่องว่างให้เหล่ากองทุนขนาดใหญ่ รวมไปถึงเทรดเดอร์มืออาชีพ ค้นหาธุรกิจที่อยู่ในช่วงขาลงเพื่อทำการ “Short” หุ้นดังกล่าว

อธิบายง่ายๆ ว่าคุณไม่จำเป็นต้องมาซื้อหุ้น แต่ทำการ “ยืมหุ้น” มาเพื่อขายก่อน แล้วค่อยซื้อคืนให้ทีหลัง ยืมถึงเมื่อไรก็แล้วแต่ตกลงกันกับโบรกเกอร์

ยิ่งหุ้นตกลงไปมากเท่าไร คุณก็จะยิ่งได้กำไรมากขึ้นเท่านั้น!!

 

มันอาจจะฟังดูดี แต่วิธีการ Short ก็มีความเสี่ยงที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ..

ถ้าคุณซื้อหุ้น(Long) สมมติว่าราคา 10 บาท โอกาสขาดทุนของเรามากที่สุดก็คือ 10 บาท หรือเงินหายไปเหลือศูนย์เท่านั้น

แต่ถ้าเรา Short หุ้นที่ราคา 10 บาท ถ้าหุ้นตกลงไปเหลือศูนย์ เราก็กำไรมหาศาล แต่ถ้าในทางตรงกันข้าม ราคาหุ้นพุ่งขึ้นไปแทนล่ะ?

นั่นคือโอกาสขาดทุนที่ “ไม่จำกัด” ถ้าหุ้นขึ้นไป 100 เราก็ขาดทุน 90

ถ้าหุ้นขึ้นไป 1,000 เราก็ขาดทุนติดลบไปเลย 990 หรือจนกว่าเราจะเลือกทำการปิดสถานะ Short นั่นเองครับ

 

The Big Short ตัวอย่างภาพยนตร์ที่นำเสนอวิกฤติการเงินครั้งสำคัญ และเล่าเรื่องการ Short หุ้นครั้งใหญ่

 

และนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับ GameStop เพราะกองทุนมาพยายามรุม Short หุ้นกัน ซึ่งก็ได้ผล

จากหุ้นราคา 45 ดอลลาร์ในปี 2015

มาถึงปี 2019 หุ้นราคาเหลือเพียง 4 ดอลลาร์เท่านั้น

จนกระทั่ง..

ในช่วงวิกฤติโควิด-19 ที่ผ่านมา เริ่มมีนักลงทุนบางคนสังเกตเห็นว่า ตอนนี้ราคาหุ้นของบริษัท GameStop มันถูกกดให้ต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็นไปแล้วนะ

จนกระทั่งเขาเอาบทวิเคราะห์ที่เขียนไปลงในเว็บบอร์ดยอดนิยม Reddit (คล้ายๆ พันทิปบ้านเรา) ในห้องที่รวมเหล่านักลงทุนรายย่อย

ซึ่งบทวิเคราะห์ก็ทำได้ดีมาก และดูสมเหตุสมผล ว่าราคาหุ้นนั้นเหมือนโดนกดเอาไว้จากเหล่ากองทุนที่ Short จึงทำให้หุ้นไม่วิ่งขึ้นไปไหน

แต่เพราะราคามันไม่ไปไหนนั่นเอง ทำให้บทวิเคราะห์หลายๆ อัน ถูกมองว่าเป็น “Meme” หรือมุกตลกที่เอามาล้อเลียนกันในเว็บบอร์ดออนไลน์เท่านั้น

ใครมันจะไปซื้อหุ้นธุรกิจเกมที่อยู่ในช่วงขาลง ให้ขาดทุนเล่นๆ กันล่ะ??

 

จนกระทั่งถึงจุดหนึ่ง ซึ่งหุ้นของ GameStop ถูกเหล่ากองทุนยืมไป Short กันเยอะเกินไป จนหุ้นจริงๆ เหลืออยู่เพียงไม่มาก

การที่มีหุ้นไม่มาก ทำให้ยิ่ง “ง่าย” ต่อการที่จะไล่ซื้อเพื่อปั่นราคาขึ้นไป

กลุ่มนักลงทุนรายย่อยที่มองเห็นโอกาสการทำกำไรแบบนี้ ก็เลยมารวมตัวกันเอาคืนกองทุนใหญ่ที่มีทั้งเครื่องมือ และอำนาจเงินที่เยอะกว่า และถูกมองว่าเอาเปรียบพวกเขามาโดยตลอด

พวกเขาเลยเริ่มทำการไล่ซื้อ ซื้อ และก็ซื้อ จนราคาหุ้นค่อยๆ พุ่งขึ้น

สิ่งที่เกิดขึ้น เริ่มดึงดูดนักลงทุนอีกกลุ่ม ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใหญ่ขึ้น เห็นว่าหุ้นเริ่มน่าสนใจ บางส่วนก็มองว่าจำนวนหุ้นจริงๆ เหลืออยู่น้อย ง่ายต่อการซื้อมาปั่นไล่ราคาขึ้นไปอีก

นักลงทุนกลุ่มใหญ่เข้ามารุมซื้อกันมากขึ้น หุ้นก็พุ่งจาก 4 ดอลลาร์ เป็น 10 เป็น 15 หรือ 20 ดอลลาร์

 

เว็บบอร์ดที่เป็นแหล่งเริ่มต้นของการเข้าซื้อ GameStop ครั้งใหญ่

 

อย่างที่บอกไปข้างต้น พอราคาหุ้นพุ่งขึ้น กองทุนที่ Short หุ้นเอาไว้ ก็เริ่มหนาวๆ ร้อนๆ

หลายกองทุนเริ่มทำตามระบบที่วางไว้ นั่นก็คือการปิดสถานะ Short ซึ่งการปิดสถานะ ก็เหมือนกับการมาช่วยไล่ซื้อหุ้น เพราะอย่าลืมว่าหุ้นจริงๆ นั้นเหลืออยู่ไม่มากนัก

พอเป็นแบบนั้นราคาหุ้นก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ยิ่งไปทำให้กองทุนอื่นๆ ต้องมาไล่ปิดสถานะ Short ตามไปด้วย แล้วก็ยิ่งทำให้ราคาหุ้นเพิ่มไปอีก เกิดขึ้นเป็นลูกโซ่ไม่หยุด

กลายเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “Short Squeeze” หรือการที่ฝ่าย Short ต้องแย่งกันไล่ซื้อหุ้นคืนเพื่อปิดสถานะ ไม่ให้ขาดทุนไปมากกว่านั้น

เรียกกันสั้นๆ ว่า “แย่งกันหนีตาย” ก็ไม่ผิดนัก…

 

จนมาถึงเมื่อคืนนี้ หุ้น GameStop ปิดตลาดที่ราคา 347 ดอลลาร์ ถือเป็นการเพิ่มขึ้นจากวันก่อนหน้านี้ถึง 140%

ใครที่บังเอิญไปซื้อหุ้นไว้ช่วงวิกฤติโควิด-19 เมื่อปีก่อน ตอนนั้นหุ้นตกลงไปเหลือ 3 บาท

ถ้าทนถือมาถึงตอนนี้ได้ ก็จะเท่ากับว่าเขาจะได้กำไรไปถึง 113 เท่าของเงินลงทุนเลยทีเดียว!!

 

สุดท้ายนี้ หลายคนเปรียบเทียบสิ่งที่เกิดขึ้นกับหุ้น GameStop ว่าเป็นเหมือนสงคราม

สงครามที่เป็นตัวแทนระหว่าง “กลุ่มนักลงทุนรายย่อย” และ “กองทุนใหญ่ใน Wall Street” ซึ่งแม้ฝ่ายหลังจะกุมความได้เพียบ มีความรู้ มีเครื่องมือที่เพียบพร้อมมากกว่า แต่ก็ต้องเผชิญกับความพ่ายแพ้

สงครามครั้งนี้ยังไม่ถึงบทสรุป เราจึงยังบอกไม่ได้แน่ชัดว่าท้ายสุดแล้วใครจะเป็นผู้ชนะ

แต่คนที่กำลังยิ้ม อาจจะเป็นเหล่าผู้ถือหุ้นใหญ่และผู้บริหาร GameStop ที่จู่ๆ มูลค่ากิจการตัวเองก็พุ่งจาก 35,000 ล้านบาท มาเป็นกว่า 700,000 ล้านบาท ในเวลาแค่ไม่ถึงเดือนเท่านั้น..!!

 

 

ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่

 

ที่มา

https://time.com/5933242/gamestop-stock-gme/

www.vice.com/en/article/pkdvgy/send-this-to-anyone-who-wants-to-know-wtf-is-up-with-gamestop-stock

https://ycharts.com/companies/GME/market_cap

Advertisement

แสดงความคิดเห็น...