ญี่ปุ่น เป็นประเทศที่ขึ้นชื่อว่ามีร้านสะดวกซื้อหนาแน่นมากที่สุดในโลก

ข้อมูลในปีล่าสุด ระบุมี 3 เจ้าใหญ่ที่ครองตำแหน่งสาขามากที่สุด ประกอบไปด้วย

FamilyMart จำนวน 24,243  สาขา

7-Eleven จำนวน 20,392 สาขา

และ Lawson จำนวน 14,011 สาขา

รวมกันก็ประมาณ 58,500 สาขา นี่ยังไม่รวมเจ้าเล็กอื่นๆ อีก ซึ่งรวมแล้วคงมีไม่ต่ำกว่า 60,000 สาขาแน่ๆ

 

เทียบกับประเทศไทย ซึ่งมีร้านสะดวกซื้อรวมกันประมาณ 15,000 สาขา

มากกว่ากันถึง 4 เท่า!!

ทั้งที่ญี่ปุ่นก็มีประชากร 127 ล้านคน มากกว่าไทยที่มี 70 ล้านคน คิดเป็นราว 84% เท่านั้น

 

ยังไม่หมดนะ…

เพราะนี่ยังไม่รวมกับ “ตู้ขายของอัตโนมัติ” ที่คุณสามารถหาน้ำดื่ม กาแฟ ไอศกรีม ขนมหวาน ของกิน กระทั่งบุหรี่

ตั้งอยู่ทั่วประเทศ 5.5 ล้านตู้เข้าไปอีก

แบบนี้ร้านโชห่วยรายเล็กรายน้อยที่ญี่ปุ่นจะอยู่ได้หรือ!?

พวกเขาประสบปัญหายอดขายลดลงแบบที่ไทยเจอหรือไม่?? และมีแนวทางปรับตัวอย่างไร…??

 

 

1. เพราะมันเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ในโลกยุคใหม่ ต้องยอมรับว่าการเข้ามาแข่งขันของบริษัทข้ามชาติ ย่อมเกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้

เริ่มจาก 2 แบรนด์ใหญ่ อย่าง 7-Eleven และ Lawson ก็เป็นนักธุรกิจญี่ปุ่นเอง ที่มองเห็นช่องทางทำร้านสะดวกซื้อ ไปเซ็นสัญญาแบรนด์อเมริกันเข้ามา

ส่วน FamilyMart นี่ก็แบรนด์ของญี่ปุ่น ที่เปิดมาสู้กับร้านสะดวกซื้อแบรนด์นอก

ในเมื่อแต่ละแบรนด์ ต่างก็ต้องแข่งกันเอง

พวกเขาคงไม่ตกลงกันหรอกว่า เราจะเปิด 100 สาขานะ ส่วนนายก็เปิด 100 สาขา อย่าเปิดเกินจำนวนล่ะ!!

แต่ละแบรนด์ต่างก็เร่งขยายสาขาไปให้ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ นั่นคือโอกาสการเติบโตทางธุรกิจของพวกเขา (เราจะไปโทษอะไรพวกเขาไม่ได้)

เพราะฉะนั้นผลกระทบจากร้านสะดวกซื้อ ขยายสาขาอย่างรวดเร็ว จนเข้ามาแย่งส่วนแบ่งของร้านค้าเดิม กลายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่น

 

2. งัดกลยุทธ์จุดเด่นออกมาสู้ แต่สุดท้ายร้านสะดวกซื้อกลับทำได้เจ๋งกว่า

เดิมทีร้านของชำ มีข้อดีคือความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับคนในชุมชน หรือการบริการอันยิ้มแย้มแจ่มใส

แต่ร้านสะดวกซื้อญี่ปุ่น ก็อบรมพนักงานให้มีจิตใจบริการไม่แพ้กัน

หลายคนอาจจะชินกับภาพพนักงานหน้าบึ้งในร้านสะดวกซื้อเมืองไทย แต่พนักงานร้านสะดวกซื้อญี่ปุ่น จะยิ้มและเต็มใจบริการคุณในทุกๆ ครั้ง

ร้านแบบเดิมจะงัดกลยุทธ์ยิ้มแย้มกว่ามาสู้ ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้

เหลือเพียงลูกค้าประจำ และสินค้าที่แตกต่างจากร้านสะดวกซื้อเท่านั้น

 

ถ้าคุณคิดว่าร้านสะดวกซื้อในไทย มีบริการครบครันจนน่าตกใจแล้ว ร้านสะดวกซื้อญี่ปุ่นก็มีไม่แพ้กัน

ร้านของชำมีไอศกรีมขาย มีน้ำแข็งไสขายใช่ไหม

ร้านสะดวกซื้อก็มีขายเหมือนกัน แถมรสชาติเยอะกว่าอีก

ร้านสะดวกซื้อปรับตัวจากการขายแค่ไก่ทอด ฮอทดอก พอเรียนรู้ตลาดว่าคนญี่ปุ่นชอบอะไร ก็เอาของกินพื้นบ้านอย่างโอเด้ง หรือราเมนเข้าไปขาย

เมื่อฝนตก อยากจะซื้อร่มหรือเสื้อกันฝน ก็มีขาย

อยากกินกาแฟ ชา แบบเย็นหรือร้อน ก็มีขายหมด

จะถ่ายเอกสาร พริ้นท์งานต่างๆ ก็มีบริการให้

กระทั่งบางสาขามีเครื่องซักผ้า มาเปิดให้บริการซักแห้งกันถึงหน้าร้านสะดวกซื้อ อะไรจะครบวงจรขนาดนั้น

 

ถึงจุดนี้ลองคิดสิครับว่าร้านของชำที่ขายได้ จะขายอะไร!?

เมื่อขายอาหารและของจิปาถะสู้ไม่ได้ ก็ต้องขายของเฉพาะทางสิ

 

กระทั่งร้านแฟมิลีมาร์ท ก็ยังหันมาเปิดฟิตเนสด้วย!!

 

3. ไม่ปรับก็ไม่รอด งั้นไปขายอย่างอื่นแทนแล้วกัน

ในส่วนนี้ได้รัฐบาลและหน่วยงานท้องถิ่น ช่วยสนับสนุนในการสร้างเอกลักษณ์ของแต่ละพื้นที่

ทีนี้กลายเป็นว่ามีทั้งของฝากและของที่ระลึกขึ้นมาอีกเพียบ

แต่ร้านค้าในท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ร้านขนม ร้านของฝาก หรือกระทั่งร้านสะดวกซื้อในท้องถิ่นเอง ก็จะแย่งลูกค้ากันอยู่ดี

ทำยังไงล่ะทีนี้!?

วิธีแก้ก็คือ ถ้าแย่งลูกค้ากัน เราก็เพิ่มจำนวนคนที่ไปเยือนสิ

ถ้าคนไปเยอะ ลูกค้าก็จะเยอะขึ้น และยอดขายก็จะดีเอง!!

 

รัฐบาลญี่ปุ่นจึงส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ และเน้นนโยบายเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติมากขึ้นตั้งแต่หลังปี 2000 เป็นต้นมา

ในจุดนี้ ต้องย้อนไปชื่นชมโครงสร้างพื้นฐานทางการคมนาคมของญี่ปุ่น ที่วางระบบอย่างดีเยี่ยมมาหลายสิบปี ทั้งถนนหนทางและระบบรถไฟทั่วประเทศ

การเดินทางท่องเที่ยวที่สะดวกสบาย เปิดโอกาสให้ทั้งคนญี่ปุ่นในแต่ละภูมิภาค และคนต่างประเทศ ได้มีโอกาสไปยังท้องถิ่นต่างๆ

ทีนี้ร้านค้าในพื้นที่ก็จะขายได้ ไม่ว่าจะเป็นย่านท่องเที่ยวในเมืองใหญ่หรือเมืองเล็ก

เราก็มักจะเห็นทั้งร้านสะดวกซื้อ และร้านขายของต่างๆ สามารถอยู่ร่วมกันได้ โดยแต่ละร้านก็มีกลุ่มเป้าหมายชัดเจนอยู่แล้ว

 

4. If you can’t beat them, join them.

“เมื่อสู้ไม่ได้ ก็เข้าร่วมกับพวกเขาซะ”

ร้านสะดวกซื้อญี่ปุ่น เริ่มขยายสาขามาตั้งแต่ยุค 70 คนญี่ปุ่นจึงคุ้นเคยกับร้านแบบนี้มาเกือบชั่วอายุคน

ร้านของชำหลายๆ ร้านเผชิญกับการเติบโตและขยายสาขาของร้านสะดวกซื้อ มาตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

บางกิจการถูกส่งต่อให้ลูกหลานดูแล บางกิจการที่เจ้าของเก่าดูแลมานับสิบปี จนรู้สึกอิ่มตัว

และก็มีหลายกิจการที่เลือกเปลี่ยนเป็นแฟรนไชส์ร้านสะดวกซื้อเสียเลย

เพราะลูกหลานของกิจการร้านของชำ มองว่าการพัฒนาตนเองจากร้านเดิม เป็นร้านสะดวกซื้อ มันคือ “โอกาสใหม่ทางธุรกิจ”

โอกาสของการเปลี่ยนแปลง ที่บางครั้งโลกมันหมุนไป เราก็ต้องปรับตัวตามไปกับมัน…

 

ในขณะที่แฟรนไชส์เจ้าดังนั้น มีให้เลือกถึง 3 แบรนด์ (รวมถึงมีแบรนด์เล็กๆ รายอื่นอีก)

ในมุมเจ้าของแฟรนไชส์ ก็ต้องนำข้อเสนอทางธุรกิจที่ดีและรู้สึกคุ้มค่ากว่าอีก 2 เจ้าที่เหลือ เพื่อจูงใจให้ร้านของชำในท้องถิ่นหันมาเปิดร้านกับเขา

ในมุมเจ้าของร้านชำ ก็มีตัวเลือกให้พิจารณาว่าจะเลือกข้อเสนอไหน

พวกเขาจะได้เลือกแฟรนไชส์ที่มีข้อเสนอดีที่สุด และคุ้มค่ามากที่สุดนั่นเอง

 

หลายคนนั้นเป็นทั้งเจ้าของร้าน และพนักงานเอง

 

มองญี่ปุ่น แล้วกลับมาย้อนมองไทยเรา…

วลีที่ว่า “ร้านสะดวกซื้อจะฆ่าร้านขายของชำ” เกิดขึ้นมานับสิบปี

ตรงกันกับรายงานส่วนแบ่งการตลาด 5 ปีหลังสุด ร้านขายของชำลดลงจาก 34% เหลือ 32%

ขณะร้านสะดวกซื้อมีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นจาก 13% เป็น 17%

 

แต่จากรายงานฉบับเดียวกัน กลับพบสถิติว่า ยอดเปิดร้านขายของชำในไทยมีมากขึ้นในช่วง 10 ปีหลังสุด

เพิ่มจากจำนวนประมาณ 300,000 ร้าน เป็น 400,000 ร้านทั่วประเทศ

ตัวเลขนี้สะท้อนว่า ผู้ประกอบการไทย ยังคงมองว่าธุรกิจขายของชำไปต่อได้

มีร้านที่เปิดใหม่ มากกว่าร้านที่ปิดตัวไป…

อย่างไรก็ตาม ร้านของชำหลายๆ แห่ง ก็เปิดเผยกับเพจแนวคิดพันล้าน ถึงการปรับตัวเพื่อความอยู่รอด และยอมรับว่าการทำร้านของชำในยุคนี้ ต่างกับยุค 10-20 ปีที่แล้วอย่างมาก

 

 

แนวทางของญี่ปุ่นคือ “การปรับตัว” ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของธุรกิจขนาดเล็ก ที่ต้องเปลี่ยนแปลงตามโลกที่เปลี่ยนไป

หลายร้านในไทยเองก็อาจจะใกล้ถึงจุดที่ต้องเลือก…

ระหว่างการขายสินค้าเดิม แต่ทำร้านให้ดีขึ้น นำเสนอบริการที่โดดเด่นกว่า

การปรับเปลี่ยนไปขายสินค้าแบบอื่น ที่ร้านสะดวกซื้อให้ไม่ได้

หรือ การเข้าร่วมกับธุรกิจร้านสะดวกซื้อเสียเอง

 

ถ้าคุณเป็นเจ้าของร้านของชำในวันนี้คุณจะทำอย่างไร หรือมีแนวทางอย่างอื่นที่ดีกว่าในการอยู่รอด ลองมาพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นกันสิครับ…

 

Advertisement

แสดงความคิดเห็น...